เหตุการณ์หลานไปบุกยิงอาเขย

Posted on 12 เมษายน 202012 เมษายน 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

 มรดกเลือกหลานยิงอาเขยเพราะไม่พอใจที่อาจะรื้อถอนบ้านของปู่

           มีเหตุการณ์หลานไปบุกยิงอาเขยโดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานีตำรวจ สภ. หนองหาน ได้รับแจ้งว่ามีผู้ถูกยิง ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บชื่อว่าคุณสมศักดิ์ในสภาพมีการถูกยิงไปหลายนัดซึ่งคนที่ยิงนายสมศักดิ์นั้นคือหลานเขยของนายสมศักดิ์เองชื่อว่านายธวัชชัย  ซึ่งความขัดแย้งระหว่างอาและหลานเขยนั้นเกิดมาจากเหตุการณ์ที่นายสมศักดิ์และภรรยาได้พาช่างมาที่บ้านซึ่งเป็นมรดกของคุณปู่ของนายธวัชชัยหลังจากนั้นก็พยายามให้ช่างทำการรื้อถอนบ้านซึ่งเมื่อนายธวัชชัยถามเหตุผลว่าทำไมนายสมศักดิ์ต้องมาทำการรื้อถอนบ้านของปู่

แต่นายสมศักดิ์ไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะตอบนายธวัชชัยได้ทำให้นายธวัชชัยรู้สึกโมโหจึงได้นำปืนที่เตรียมมายิงใส่นายสมศักดิ์จนได้รับบาดเจ็บลูกกระสุนปืนเข้าไป 3 นัดด้วยกัน เหตุการณ์ในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายธวัชชัยไว้ได้โดยนายธวัชชัยได้ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง

โดยไม่พอใจที่นายสมศักดิ์จะมาทำการรื้อถอนบ้านของปู่เออเขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าในระหว่างช่วงเช้าที่นายสมศักดิ์และภรรยาอยู่ที่บ้านตนเองได้เดินทางไปหานายสมศักดิ์และภรรยาเพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เห็นนายสมศักดิ์นำช่างมาที่บ้านของปู่แล้วให้ช่างทำการรื้อถอนบ้านซึ่งนายธวัชชัยเห็นว่านายสมศักดิ์กำลังจะยึดเอามรดกของปู่ไปจึงทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก็ไปสอบถามแม่ของผู้ก่อเหตุก็ได้ความว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นบ้านที่ญาติพี่น้องทุกคนได้มีการรวมเงินกันสร้างเพื่อให้ปู่กับย่าอยู่อาศัยหลังจากที่ผู้เสียชีวิตได้มีการโอนชื่อให้ภรรยาของนายสมศักดิ์เป็นเจ้าของ

ดังนั้นหลังจากที่ภรรยาของนายสมศักดิ์ได้รับมรดกไปก็ได้ให้ช่างมาทำการรื้อถอนเพื่อที่จะสร้างบ้านหลังใหม่โดยหากสร้างบ้านหลังใหม่นี้แล้วก็จะไม่ให้ญาติพี่น้องคนไหนมาอยู่อาศัยด้วยทำให้ญาติพี่น้องทุกคนต่างไม่พอใจและไม่ต้องการให้มีการรื้อถอนแต่ทางด้านนายสมศักดิ์ยืนยันที่จะมีการรื้อถอนบ้านเพราะถือว่าบ้านหลังนี้ผู้เป็นปู่ได้มีการยกให้กับภรรยาของตนเองแล้วเมื่อมีการนำช่างเข้ามาเพื่อทำการรื้อถอนจึงเป็นสาเหตุให้นายธวัชชัยเกิดความไม่พอใจและจึงได้เตรียมปืนมาก่อเหตุยิงในสมศักดิ์จนนำมาสู่การจับกุม 

        เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นปัญหาเรื่องมรดกในครอบครัวซึ่งหลายครอบครัวก็มักจะพบปัญหาแบบนี้ค่อนข้างเยอะแต่ก็อาจจะต้องมีการพูดจาตกลงกันด้วยดีเพราะหากว่ามีการใช้แต่อารมณ์ก็จะนำมาซึ่งการสูญเสียและผลที่ได้ก็อาจจะทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิตอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะติดคุกได้ 

ข่าวการจับตัวของกำนันเป๊าะ

Posted on 10 เมษายน 202010 เมษายน 2020Categories ข่าวเด็ดTags

วันที่10พฤษภาคม 2549 ศาลฏีกาอ่านคำพิพากษาลับหลังยืนตามศาลอุทธรณ์คือจำคุก5ปี4เดือน่เป็นอันจบคดีทุจริตที่ดินทิ้งขยะเขาไม้แก้ว6ปีหลังจากนั้นคดีสำคัญจ้างวานฆ่ากำนันยูรก็ไกล้มาถึงจุดจบแต่มันก็ยังไร้วี่แววกำนันคนดังวันที่24เดือนมกราคม 2555 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกำนันเป๊าะเนื่องจากไม่มาฟังคำอ่านคำพิพากษาศาลฏีกาและวันที่12มีนาคม 2555 ทางด้านศาลฏีกาก็ได้พิพากษาจำคุกกำนันเป๊าะ25ปีเป็นอันสิ้นสุดในกระบวนการยุติธรรมคดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร

และในทุกๆคดีที่เกี่ยวกับกำนันเป๊าะ และ ไม่มีใครที่จะได้รับรู้ว่ามันอาจจะเป็นเพราะความเจ็บป่วยที่อาจจะยื้อปีนในแห่งอิสระภาพเอาไว้ได้เพียงไม่นานหรือเพราะโทษทันจากของทั้งสองคดีนั้นที่ทางด้านของกำนันเป๊าะได้รับมันหนักหนาแต่ในยามนั้นทางรอดเดียวที่เขานั้นได้เลือกจึงได้กลายเป็นหายตัวไปเข้ากรีบเมฆนอกจากเส้นทางธุรกิจเส้นทางและการเมืองแล้ว กำนันเป๊าะยังมีบทบาทในวงการบันเทิงด้วยครั้งหนึ่งเขานั้นได้เคยเข้าร่วมแสดงภาพยนต์ไทยสไตล์บู๊ถุง2เรื่อง ช่ือว่า “เหนือนักเลง” และ “มันมือเสือ” และยังเคยเป็นนายแบบโฆษณาเครื่องดื่มแอลกฮอล์ชื่อดังที่มีสโลแกนเด็ดว่า “หนักแน่ แต่นุ่มนวล” กำนันเป๊าะร่องหนได้เก็บตัวเงียบนับ

ตั้งแต่วันที่ศาลฏีกาพิพากษาจำคุกเมื่อปี2549บางกระแสระบุว่าเขาหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้านท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำนันเป๊าะได้หลบหนีไปยังเกาะกงประเทศกัมพูชาขณะเดียวกันก็ปรากฏข่าวรือว่ามีคนพบเห็นชายสูงอายุคล้ายกำนันเป๊าะเดินทางไปยังประเทศออสเตรียด้วยเครื่องบินพาณิชย์สายการบินแห่งหนึ่งบ้างก็ว่าเขาได้กลับมาอยู่เมืองไทยแบบลับมานาน6/7ปีแล้วแต่ไม่ว่าความจริงเขาจะหนีไปอยู่ที่ใดก็ตามอิสระภาพที่มีมานานก็ต้องสิ้นสุดลงในชั่วสายของวันที่30มกราคม2556

การจับกุมสมชายบุญปลื้มหรือกำนันเป๊าะผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกของคอมมานโดกองปราบปรามเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำทฤษฏีการวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์มาใช้พฤติกรรมของผู้ต้องหาหลักมีผู้ร้องเรียนมีผู้พบคนดังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านพักที่ชลบุรีและเบาะแสคิดวิดีโอที่กำนันเป๊าะฉลองวันเกิดกับครอบครัวจากโซเชียลเน็ตเวิร์กตำรวจเริ่มต้นวิเคราะห์ความสัมผัมของคนในครอบครัวกำนันเป๊าะที่ทั้งหมดอยู่ในที่จังหวัดชลบุรีตรวจสอบการใช้โทรสับกับคนไกล้ชิดก่อนส่งทีนลงพื้นที่สังเกตุการณ์รวมทั้งตรวจสอบรถที่เข้าออกบ้านทุกคันจากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลหาข้อเท็จจริง

จนมั่นใจเป้าหมายและสะกดรอยตามตลอดสองเดือนแต่เพราะอะไรจากที่หลบหนีมาเกือบ10ปีอยู่กำนันเป๊าะก็ยอมจับตัวให้โดยง่ายหรือการจับกุมครั้งนี้จะเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อหาทางออกให้กำนันแห่งภาคบูรพาเมื่อเจ้าพ่อคนหนึ่งถูกจำกัดอิสระภาพความสนใจของคนในสังคมก็คงไม่พ้นอิทธิพลของเขาจะหมดลงไปหรือไม่หรือมันจะถูกถ่ายโอนไปสู่ทายาทคนใด

สาวอ.บ.ตถูกสังหารโหดเฮียม

Posted on 6 เมษายน 20204 เมษายน 2020Categories ประเด็นข่าวTags ,

ในวันที่14มีนาคม พ.ศ.2560 เวลาไกล้ค่ำทางด้านตำรวจ ส.ภ.คลองห้าจังหวัดปทุมธานีได้รับแจ้งเหตุว่ามีหญิงสาวได้ถูกยิงจนเสียชีวิตอยู่ภายในรถเก๋งตรวจสอบตรงที่เกิดเหตุได้พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าแอคคอร์ดสีดำได้จอดเสียหลักอยู่ริมถนนทางด้านของเบาะคนขับได้พบผู้เสียชีวิตได้เป็นหญิงจำนวนหนึ่งคน

สภาพศพนั้นได้นอนหงาย สวมเสื้อสีดำ ใส่กางเกงขายาวสีน้ำตาล และ มีบอดแผลได้ถูกยิงที่ลำตัวสองนัด จากนั้นก็ได้ทราบชื่อของผู้ที่เสียชีวิต คือ นางสาววีรญาภา งามวิลัย อายุประมาณ36ปี ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน นักบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ  ในขณะที่เกิดเหตุได้มีพยายานเห็นผู้ชายคนหนึ่งได้นั่งอยู่ภายในรถข้างๆของผู้ที่เสียชีวิต

และในช่วงที่รถวิ่งผ่านไปอย่างช้าๆก็ได้ยิงเสียงปืนดังขึ้นจำนวนสองนัดจากนั้นรถก็ถไหลลงข้างทางสักพักก็มีคนเห็นผู้ชายได้เปิดประตูและลงมาจากรถได้หลบหนีไป คดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญได้เกิดขึ้นอีกแล้วตำรวจทั้งจาก ส.ภ. คลองห้าตำรวจภูธรภาค1และตำรวจกองปราบปรามได้เข้าร่วมสืบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วน

และไม่นานก็ได้พบปมบางอย่างเจ้าหน้าที่ พ.ถ. ได้เข้าตรวจสอบภายในรถเก๋งฮอนด้าแอคคอร์ดสีดำคันที่เกิดเหตุจากนั้นก็ได้พบทะเบียนสมรสเปลือนเลือดทะเบียนสมรสใบนี้ได้ตกอยู่ที่เบาะหลังของรถเก๋งและในเอกสารได้มีชื่อของผู้ตายคือ นางสาววีรญาภา งามวิลัย ได้จดทะเบียนสมรสกับ นายไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์

ซึ่งได้เป็นนักธุรกิจชื่อดังแห่งเมืองระยองและที่หน้าสนใจคือในวันที่จดทะเบียนคือวันที่13มีนาคม 2560 แสดงว่าทั้งสองคนนั้นเพื่อจะได้จดทะเบียนสมรสกันได้แค่เพียง1วัน เจา้สาวป้ายแดงถูกยิงตายอย่างโหดเฮียมถึงตอนนี้ตำรวจก็ได้เริ่มมองเห็นเหตุจูงใจในการสังหารโหดสาว อ.บ.ต. แล้วอีกทั้งผู้ตายเองก็ยังได้โพสเฟสบุ๊คก่อนที่เธอนั้นจะเสียชีวิตความในใจของผู้ตายที่นอกจะอยากทำบุญยังมีข้อความที่ได้โพสไปก่อนหน้านี้

บ่งบอกถึงความไม่พอใจใครบางคน นางสาววีรญาภา งามวิลัย ยังได้โพสข้อความอีกว่า ทวงจนคนทวงรู้สึดอายเกลียดมากพวกคนที่ไม่รักษาคำพูดอยากรู้ว่าเงินแค่นี้จะทำให้พวกมึงเจริญขึ้นมั้ยคำพูดของคนไม่มีสัจจะก็เปรียบเหมือนเสียงหมาเห่าที่เห่าไปวันๆ ปมสังหารหญิงสาวตอนนี้จึงอาจไมใช่มีแค่ปมเดียวอีกทั้งยังสงสัยว่าทำไมจะต้องมาสังหารฆ่าที่จุดตรงนี้ด้วยและปมก็ยังมีอีกหลายปมต้องรอการตรวจสอบอีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ชายคลั่งกระทืบพลทหารดับคาห้องขัง

Posted on 1 เมษายน 20201 เมษายน 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags ,

ชายคลั่งกระทืบพลทหารดับคาห้องขังญาติเศร้าเตรียมตัวมารับศพ

 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. น้ำพองจังหวัดขอนแก่น คำถามของญาติของผู้เสียชีวิตรวมถึงตอบคำถามของประชาชนที่ได้ทราบข่าวนี้และต้องการอยากรู้ความจริงเป็นจำนวนมากว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในห้องขัง ของ สภ. น้ำพอง  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดนายนิวัฒน์อายุประมาณ 30 ปีได้ไปก่อเหตุใช้มีดไปฟันเด็กผู้ชายอายุ 14 ปี ที่เขานอนเล่นอยู่บนเปลจนเขาบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเด็กชายอายุ 14 ปีนี้กำลังนอนเล่นมือถืออยู่แล้วนายวิวัฒน์ก็เดินเข้าไปหาพร้อมกับถามหาน้าชายของเด็ก เด็กก็ตอบแล้วนะชายของตัวเองไม่อยู่หลังจากนั้นนายนิวัฒน์ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงนี่ขึ้นมาจะฟันเด็กจนเด็กต้องวิ่งหนี

และใช้แขนป้องจนเป็นสาเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่นายนิวัฒน์ทำร้ายเด็กเรียบร้อยแล้วก็ได้วิ่งหนีไปหลังจากนั้นก็ไปขโมยรถจักรยานยนต์ของคนที่อยู่บริเวณนั้นขับออกไป และเมื่อทางพ่อของเด็กไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก็สามารถจับกุมตัวได้ในที่สุดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปฝากขังไว้ในห้องขัง ของ สภ.น้ำพอง ที่จังหวัดขอนแก่นบังเอิญว่าในขนาดนั้น

มีพลทหารคนหนึ่งที่ถูกจับมาคุมขังเอาไว้ซึ่งสาเหตุของความผิดของพลทหารที่ถูกนำมาคุมขังเนื่องจากว่าญาติได้มาขอร้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวพลทหารคนดังกล่าวมาสงบสติอารมณ์ในห้องขังเพราะได้ไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับญาติจึงอยากให้พลทหารไม่มีเวลาไตร่ตรองคิดจึงนำมาฝากไว้ที่ห้องขังขอ  งสภ. น้ำพอง  

ซึ่งพลทหารคนนี้มีอายุแค่เพียง 22 ปีเท่านั้นเองแล้วนายวิวัฒน์คนที่ก็ถูกนำมาขังในห้องขังเดียวกับพลทหารคนดังกล่าว และเมื่อนายนิวัฒน์เข้ามาอยู่ในห้องขังเดี่ยวกับคนทหารก็ไปทำร้ายร่างกายพลทหารจนถึงแก่ความตายคาห้องขัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่านายวิวัฒน์ได้มีการเตะพลทหารวัย 22 ปีจนสลบหลังจากนั้นก็มีการซื้อซ้ำอีกหลายครั้งแล้วก็ลากร่างของทหารคนดังกล่าวไปทิ้งไว้ในห้องส้วมภายในห้องขัง ซึ่งต่อมาพลทหารคนดังกล่าวเสียชีวิต ซึ่งทางญาติของพลทหารคนดังกล่าวไม่ออกมาบอกว่าไม่สามารถยอมรับและไม่สามารถทำใจได้กับการสูญเสียในครั้งนี้

ซึ่งญาติญาตินำร่างของผู้เสียชีวิตมาประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นโดยมีพ่อกับแม่ของนายนิวัฒน์ผู้ก่อเหตุร่วมขอโทษขอขมาศพ และเอาเงินมาร่วมทำบุญด้วย และในขณะเดียวกันพ่อของพลทหารผู้เสียชีวิตก็ได้มีการแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าวว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนมีผลทำให้ลูกชายของเขาเสียชีวิต 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์

นายพันธ์ยศประธานพรรคภราดรภาพออกมาชี้แจง

Posted on 29 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

นายพันธ์ยศประธานพรรคภราดรภาพออกมาชี้แจงเรื่องหน้ากากอนามัยบอกว่านายบอยพูดจาโอเวอร์

      จากกรณีที่มี Pages ดังเพจหนึ่งได้ออกมาแชร์เกี่ยวกับเรื่องของหน้ากากอนามัยที่กำลังขาดแคลนอยู่ในขณะนี้ โดยได้ออกมาบอกว่ามีคนกักตุนหน้ากากอนามัยไว้เพื่อนำสินค้าออกไปขายยังประเทศจีนและยังมีการเปิดเผยหลักฐานทั้งคลิปและรูปภาพรวมถึงข้อความที่บ่งบอกว่ามีการกระตุ้นหน้ากากอนามัยจริงและสถานที่ที่ทำการกระตุ้นอากาศอนามัยนั้นเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นอาคารเดียวกับที่มีการตั้งพรรคภราดรภาพซึ่งมีนาย พันธ์ยศเป็นประธานของพรรค ซึ่งในพันธ์ยศ ได้มาออกรายการโหนกระแสเพื่อชี้แจงข้อมูลดังกล่าวว่าสำหรับรูปภาพที่มีการโพสต์อยู่นั้นเป็นรูปภาพที่เคยเกิดขึ้นจริง

แต่เป็นภาพเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมก่อนที่จะมีการประกาศพอเราบอต่อการควบคุมหน้ากากอนามัยซึ่งตอนนั้นในพันธ์ยศรับเป็นในหน้าหาหน้ากากอนามัยมาขายแต่ จำนวนหน้ากากอนามัยไม่ได้มากเท่ากับที่ไหนบอยมีการอัดคลิปไว้แน่นอนซึ่งในตอนนั้นที่มีการกระตุ้นหน้ากากอนามัยเอาไว้ส่งขายให้กับประเทศจีนเพราะว่าต้องการสร้างรายได้ให้เข้ามากับประเทศและไม่ได้มีการขายแพงแต่อย่างใดโดยกำไรจากการขายหน้ากากอนามัยในพันยศบอกว่าคิดแค่เพียงกำไรชิ้นละ 50 สตางค์เท่านั้นไม่ได้กำไรมากมาย

อย่างที่นายบอยได้มีการพูดเอาไว้ที่สำคัญสินค้าดังกล่าวได้มีการจำหน่ายออกไปหมดแล้วก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายหน้ากากอนามัยและตอนนี้ตนเองก็มีหน้ากากอนามัยไว้ครอบครองไม่ถึง 10,000 ชิ้น  ส่วนในคลิปที่มีการเห็นว่ามีกล่องหน้ากากอนามัยจำนวนมากนำมาเก็บไว้ที่อาคารพรรคภราดรภาพนั้นนั้นเป็นการนำของมาจัดใหม่เพื่อทำการส่งให้ประเทศจีนในช่วงเดือนมกราถึงกุมภาซึ่งหลังจากมีการส่งออกไปเรียบร้อยแล้วก็ไม่มีสินค้าที่จะส่งอีกแล้วเนื่องจากสินค้าในประเทศไทยขาดแคนยืนยันได้ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กระตุ้นหน้ากากอนามัยเอาไว้เพื่อหวังเก็งกำไรแน่นอน

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ในพันธ์ยศยังได้กล่าวขอโทษกับประชาชนคนไทยทุกคนซึ่งระหว่างที่อยู่ในรายการโหนกระแสทั้งทนายรณรงค์และอาจารย์อ๊อดต่างก็ออกมาต่อว่านายพันธ์ยศกันมากมายว่าถ้าหากไม่กลับฝนหน้ากากอนามัยนำไปขายให้กับประเทศจีนทั้งโรงพยาบาลและประชาชนคนไทยทุกคนก็จะไม่ขาดแคลนหน้ากากอนามัยเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้และเมื่อมีการสอบถามว่าหน้ากากอนามัย 200ล้าน ชิ้นที่นายบอยประกาศไว้นั้นอยู่ที่ไหนแต่ในพันธ์ยศยืนยันว่าตนเองไม่รู้ว่าหน้ากากอนามัยเรานั้นอยู่ไหนและยืนยันว่าตนเองไม่เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยที่หายไปทั้งสิ้น

เด็ก 7 ขวบโดนอุ้มที่ตลาด หนีหายไปต่อหน้าต่อตาปู่กับป้า

Posted on 26 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ตลาดย่านเขตทุ่งครุเหตุการณ์มีอยู่ว่าไม่ใช่คนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาอยู่ดีๆก็มาอุ้มเด็กหญิงอายุเพียง 7 ขวบ โดย เด็กชื่อว่าน้องพลอยขึ้นรถจักรยานยนต์ที่หายไป ต่อหน้าต่อตาของปู่และกับป้าที่กำลังยืนซื้อของอยู่ในตลาด ซึ่งทั้งปู่และป้าได้ไปทำการแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรจึงได้มีการร้องขอความช่วยเหลือจากบุคคลทั่วไปผ่านทาง facebook ว่าหากใครพบเห็นเหตุการณ์หรือว่าจำหน้าคนร้ายได้ให้ช่วยติดต่อประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุมตัวคนร้ายคนนี้เพื่อที่จะได้ตามหลานสาวกลับคืนมา

หลังจากที่ได้ขอความช่วยเหลือผ่านทาง facebook ไปแล้วก็ได้ทราบข้อมูลมาว่าคนที่ขี่รถจักรยานยนต์มาพาตัวเด็กหญิงอายุ 7 ขวบที่ชื่อว่าน้องพลอยไปนั้นเป็นคุณพ่อของน้องเอง การสอบถามทางคุณพ่อที่ได้มาพาตัวลูกสาวไปนั่นก็เพราะว่าคุณพ่อเห็นว่าปู่และป้าเลี้ยงหลานแบบตามใจจนเกินไปด้วยคุณพ่อเกรงว่าลูกสาวจะเสียคน และที่สำคัญคุณพ่อคนดังกล่าวมีลูกทั้งหมด 4 คนแต่ปู่กับป้าสนใจเฉพาะหลานสาวคนนี้คนเดียวจึงทำให้พ่อเกิดความหมั่นไส้จึงได้มาทำท่าลักพาตัวน้องพลอยไปจึงเป็นที่มาที่ทำให้ปู่กับป้าพากันประกาศตามหาน้องพลอยกันจ้าละหวั่น 

        จากการสอบปากคำว่าของน้องพลอยที่ถูกอุ้มตัวหายไปนั้นทางคุณป้าบอกว่าระหว่างที่ยืนซื้อของอยู่นั้นอยู่ๆก็ มีชายคนหนึ่งแต่งตัวมิดชิดและสวมหมวกกันน็อคซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ดีๆก็วิ่งมาอุ้มหลานสาวของตนขึ้นรถมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปซึ่งระหว่างนั้นน้องพลอยก็ร้องไห้เสียงดังเพื่อให้ช่วยเหลือทำให้ไม่ทราบว่าคนที่มาอุ้มน้องพลอยไปนั้นเป็นใครจึงได้พากันเดินทางไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตามหาตัวน้องพลอยรวมถึงได้มีการโพสต์ทาง facebook เพื่อให้ประชาชนในโลกโซเชียลช่วยกันติดตามหาคนร้ายเล็กติดตามตัวน้องพลอยกลับคืนมาสู่อ้อมอกของปู่และป้า 

         ซึ่งจากการติดตามหาตัวน้องพลอยก็พบว่า Facebook ของคุณพ่อน้องพลอยได้มีการโพสต์ภาพน้องพลอยและลูกอีก 2 คนอยู่ด้วยกันกับนายเอ็มซึ่งก็คือคุณพ่อของน้องพลอยนั่นเองจึงทำให้รู้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ผู้ที่มาพาตัวน้องพลอยไปนั้นก็คือคุณพ่อของน้องพลอยนั่นเอง ซึ่งเมื่อสอบถามคุณปู่ก็ได้ความว่านายเอ็ม มีลูกทั้งหมด 4 คนและน้องพลอยกับน้องแพรซึ่งเป็นฝาแฝดกันเป็นลูกกับเมียคนแรกอีก 2 คนเป็นลูกกับเมียคนที่สองซึ่งปู่กับป้าได้เลี้ยงน้องพลอยมาตั้งแต่ยังเด็กจึงทำให้รักน้องพลอยมากเวลาซื้อของอะไรก็จะซื้อมาฝากเฉพาะกับน้องพลอยน้องแพรทำให้นายเอ็มเกิดความอิจฉาริษยาว่าลูกอีก 2 คนของนายเอ็มจะไม่ได้รับความรักจากปู่เท่ากับน้องพลอยกับน้องแพรจึงได้มาขโมยตัวน้องพลอยไป

เมียเศร้าผัวเสียชีวิตโทรไปทวงเงินแค่เพียง 1,000 บาท

Posted on 22 มีนาคม 202022 มีนาคม 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดลำพูน ผู้เสียชีวิตชื่อว่าคุณสิรากร อายุ 25 ปี เจอตัวถูกอาวุธมีดและกรรไกรตัดหญ้าแทงจนเสียชีวิต โดยตอนที่กู้ภัยเดินทางไปตรวจสอบ ศพของนายศิวกรพบว่าถูกแทงตรงบริเวณด้านราวนมซ้ายจำนวน 1 แผล ด้วยอาวุธมีดทำครัวและขณะเดียวกัน ศพของนายศิวกรก็มีกรรไกรตัดหญ้าวางอยู่ด้วย

ซึ่งเมื่อนักข่าวได้ไปสอบถามกับคนที่เห็นเหตุการณ์ ว่าเกิดอะไรขึ้น สถานที่เกิดเหตุเป็นเพียงห้องเช่าเท่านั้น และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงคนร้ายที่ก่อเหตุแทงคุณศิวกรเสียชีวิตก็ยืนรอมอบตัวอยู่ตรงที่ห้องเช่าและตรงจุดเกิดเหตุนั่นเองไม่ได้หนีไปไหน โดยผู้ก่อเหตุชื่อว่านายณัฐอายุ 43 ปีด้วยเขาสารภาพว่าเขาเป็นคนแทงในศิวกรเอง ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าคุณศิวกรเป็นคนบุกรุกเข้ามาหาเขาก่อน ในวันที่นายศิวกรเดินทางมานายศิวกรนำกรรไกรตัดหญ้ามาด้ว

ยเมื่อมาถึงก็นำกันไปตะกร้ามาทุบที่กระจกหน้าต่างซึ่งตอนนั้นเองในนัดกำลังนั่งอยู่กับแฟนสาวในห้องพัก ซึ่งปัญหาเกิดจากที่แฟนสาวของนายนัทได้ไปติดเงินนายศิวกรจำนวน 1,000 บาท นายศิรากรก็เลยเดินทางมาทวงเงินนางสาวอังคณาแฟนสาวของคนก่อเหตุ ซึ่งตอนที่นายศิวกรเดินทางมาหานางสาวอังคณานั้นได้ถือกรรไกรตัดหญ้ามาด้วย และนายศิวกรยังเดินทางมาทวงหนี้นางสาวอังคณาในช่วงเวลาตอนกลางคืนลักษณะท่าทางเหมือนจะมาคุกคามนางสาวอังคณาแฟนสาวของคนร้าย ทำให้นางสาวอังคณากลัวจึงไม่ออกมาแต่ในนั้นเป็นคนออกมาแทน จึงได้มีปากเสียงกันเกิดขึ้นเนื่องจากว่านายนัทไม่พอใจที่นายศิวกรเดินทางมาทวงหนี้ตอนกลางคืนแถมยังพกอาวุธมาด้วย

หลังจากนั้นก็เกิดการต่อสู้กันซึ่งในนัดได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้มีดแทงในศิวกรแต่เนื่องจากว่าเกิดการแย่งกันขึ้นทำให้มือไปโดนมีดแล้วแทงไปโดนนายศิวกรจนถึงแก่ความตาย ซึ่งในนัดยังได้กล่าวได้ว่าตอนที่แทงเข้าไป 1 แผลนั้นในศิวกรยังไม่ตายยังสามารถเดินไปได้อีกหน่อยนึงก่อนที่จะล้มลง

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมนายนัดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งในนัดก็ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือแทงจริงแต่ไม่ได้เจตนาแต่เพราะนายศิวกรตั้งใจจะมาทำร้ายแฟนสาวเพราะนำอาวุธมาด้วยตนจึงต้องทำการป้องกันตัวและยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อมากนักเพราะว่าเงินแค่ 1,000 บาททางนายศิวกรไม่จำเป็นต้องมาทวงอย่างเร่งด่วนในช่วงเวลากลางคืนแผนการทวงเงินก็ยังใช้อารมณ์รุนแรงซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมองว่าสาเหตุน่าจะมาจากการหึงหวงกันมากกว่าแต่ทั้งนี้ต้องรอการสืบสวนเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง 

เม้าท์แรงสนามบินสุวรรณภูมิไม่มีที่คัดกรองเชื้อไวรัสโคโรน่า

Posted on 21 มีนาคม 202021 มีนาคม 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags ,

ตอนนี้ข่าวที่แรงที่สุดในโลกโซเชียลของเราก็คือข่าวที่มีการระบุว่าที่สนามบินสุวรรณภูมิไม่มีจุดคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรน่าอย่างที่รัฐมนตรีหรือรัฐบาลได้ออกมาประกาศไว้ว่ามีระบบคัดกรองที่ดีที่สุดอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อคัดกลุ่มคนที่คาดว่าน่าจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วแยกตัวเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาล

โดยคราวนี้เริ่มมาจากที่มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศได้เข้ามาทำการโหลดข้อมูลลง Facebook ว่าตนเองเดินทางกลับมาจากประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงครั้งแรกที่เข้ามาถึงประเทศไทยคิดว่าอาจจะต้องเสียเวลาในการถูกตรวจคัดกรองหรือตรวจค้นเป็นระยะเวลานานแต่เมื่อมาถึงจริงๆกับไม่พบว่ามีการคัดกรองใดๆทั้งสิ้นเธอสามารถลงจากเครื่องบินและไปรับกระเป๋าและเดินทางออกนอกสนามบินได้เลยซึ่งข้อความเหล่านี้ได้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเขียนสนับสนุนความคิดของเธอไว้ด้วยเนื่องจากว่าพวกเขาเองก็เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

โดยเมื่อมาถึงที่ประเทศไทยไม่มีจุดตรวจเอกสารใดๆทั้งสิ้นมีให้กรอกข้อมูลแค่ว่าเดินทางมาจากไหนมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือไม่เท่านั้นเองซึ่งข้อมูลตรงนี้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคิดว่าหากใครจะกรอกข้อมูลแบบไหนก็ย่อมทำได้อยู่แล้วทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการมาตรวจพาสปอร์ตหรือมาตรวจอุณหภูมิร่างกายใดๆ

กับนักท่องเที่ยวทั้งสิ้นโดยเครื่องบินลำที่เขาเดินทางมามีนักท่องเที่ยวนั่งมา 300 กว่าคนซึ่งทุกคนไม่มีใครได้รับการตรวจเชื้อหาไวรัสโคโรน่าเลยสักคนเดียวซึ่งนั่นทำให้เห็นว่าการทำงานเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าของประเทศไทยไม่ได้มีการดำเนินการใดๆเหมือนที่เคยมีการกล่าวอ้างเลย

หลังจากที่มีข้อความนี้หลุดออกมาโลกโซเชียลก็พากันวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากถึงการทำงานของสนามบินสุวรรณภูมิแต่ก็มีทางเจ้าหน้าที่ของสนามบินได้ออกมาบอกถึงวิธีการคัดกรองของที่สนามบินว่าจะใช้เป็นการตั้งอินฟราเรดไว้ที่ประตูทางเข้าซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ทราบว่าตนเองได้รับการตรวจหาเชื้อเรียบร้อยแล้วรวมถึง

ทางสนามบินสุวรรณภูมิได้มีการติดตั้งกล้อง CCTV ซึ่งกล้องนี้สามารถที่จะทำการตรวจภูมิร่างกายของมนุษย์ได้หากใครที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงจะมีเจ้าหน้าที่เดินออกไปเพื่อนำตัวแยกออกมาหาซื้ออีกครั้งหนึ่งแต่ถ้าเกิดว่าใครที่อุณหภูมิร่างกายปกติก็จะผ่านออกไปยังด้านนอกสนามบินได้เลยโดยที่ทางนักท่องเที่ยวเองก็จะไม่ทราบว่าทางสนามบินมีการตรวจเรียบร้อยแล้วซึ่งตรงนี้เป็นการเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการดำเนินงานของทางเจ้าหน้าที่สนามบินและไม่เป็นการเสียเวลาของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยด้วย 

 

 

สนับสนุนโดย  rb88

ข่าว สนธิญา ตามหาตัวแหม่มโพธิ์ดำ 

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

ข่าว สนธิญา ตามหาตัวแหม่มโพธิ์ดำ  เหตุเพราะออกมาแฉเรื่องหน้ากากอนามัย ทำเอาเพจดังงง

           จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการกักตุนหน้ากากอนามัย ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับคนของรัฐบาล โดยตรง โดยการเผยแพร่ข่าวสารการกักตุนหน้ากากอนามัยในครั้งนี้ มาจากข้อมูลข่าวที่ทางเพจดาร์ก เพจหนึ่งได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวพร้อมกับนำคลิปและหลักฐานต่างต่างออกมาตีแพร่ให้คนในสังคมได้รับรู้กันนั้น  เมื่อเป็นข่าวดังขึ้นมาปรากฏว่านาย สนธิญา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภาของ พรรคพลังประชารัฐ ได้เข้าไปร้องให้ทางกองปราบ หาข้อมูลเจ้าของเพจ ดาร์ก แหม่มโพธิ์ดำ

ซึ่งเป็นเพจที่กล้าจะนำหลักฐานการกักตุนหน้ากากอนามัยออกมาตีแพร่ โดยนาย สนธิญาให้เหตุผลว่า การที่ทางเพจแหม่มโพธิ์ดำ ออกมากล่าวหาใครนั้นตัวเองควรจะมีความโปร่งใส และมีตัวตนทียืนยันได้แน่ชัดเสียก่อน  ซึ่งภายหลังจากที่มีการเข้าไปร้องกับกองปราบ

ทางเพจแหม่มโพธิ์ดำเองก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อว่า นายสนธิญาว่า แทนที่จะเอาเวลามาหาว่าใครคือแหม่มโพธิ์ดำ ทำไมไม่เอาเวลาดังกล่าวไปจัดการหาความจริงเรื่องที่มีการกักตุนหน้ากากอนามัยแทน เพราะพยานหลักฐานก็ส่งไปให้หมดแล้ว แต่จะมาหาความจริงแค่ว่าใครที่เป็นคนเปิดเผยทำไม ซึ่งเรื่องนี้ทางแหม่มโพธิ์ดำเองก็ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่เผยตัวเด็ดขาดว่าเป็นใคร และจะไม่เดินทางไปที่กองปราบ หรือสถานีตำรวจด้วย 

            ซึ่งเหตุการณ์ที่ นายสนธิญา ได้ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่หลายคนมองว่าเป็นการยุ่งและดูดิ้นมาก ซึ่งหากมองไปแล้วเหมือนนาย สนธิญา เป็นคนทำความผิดโดยการกักตุนหน้ากากอนามัยซะเอง ที่จริงทีทางเพจแหม่มโพธิ์ดำ ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่ไม่มีใครที่จะกล้าทำแบบนี้ เขาก็ต้องป้องกันอันตรายให้กับตัวเองอยู่แล้วจะมีใครมาเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคนส่งหลักฐานต่างต่างให้ตำรวจกัน ไม่เช่นนั้น

เขาก็ถูกตามทำร้ายหรือถูกตามฆ่าสิ  อันที่จริงนาย สนธิญา ควรจะดีใจที่มีคนเข้ามาช่วยบ้านเมือง และสังคมหาตัวคนร้ายที่ชอบกักตุนหน้ากากอนามัยจนทำให้คนไทยขาดแคลน ไม่มีหน้ากากอนามัยใช้ ยังจะดีกว่ามาคอยหาเรื่องว่าเจ้าของเพจเป็นใคร โดยจากข่าวนี้คนในโลกโซเชียลต่างก็รุมด่า นายสนธิญากันเป็นส่วนใหญ่ ที่มายุ่งวุ่นวายในสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง

ส่วนเรื่องที่ควรจัดการอย่างเร่งด่วน อย่างเช่น หาข้อมูลว่าใครคือตัวการใหญ่ในการกักตุนหน้ากากอนามัยแล้วส่งไปขายที่จีนกันแน่ นายสนธิญากลับไม่ทำ ซึ่งถือว่าการเป็น สส. ของนายสนธิญา นี่เสียเปล่าจริงจริง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  next88

หนุ่มโพสต์แฉตำรวจจับเมียไปเรียกค่าไถ

Posted on 12 มีนาคม 202012 มีนาคม 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

หนุ่มโพสต์แฉตำรวจจับเมียไปเรียกค่าไถเรียกเงินจำนวนสามแสน บาท

      กรณีที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ได้มีข้อความโพสต์เตือนลงใน Facebook เพื่อเป็นการระบายความคับแค้นใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับภรรยาของตนเองที่ชื่อว่านางพิมพ์กับบุตรชายที่มีอายุเพียงแค่หนึ่งขวบเศษเท่านั้นโดยชายหนุ่มคนดังกล่าวสมมติชื่อว่านายพลได้มีการเล่าให้กับผู้สื่อข่าวรวมทั้งโพสต์ระบายลงใน Facebook ของตนเองว่าเมื่อวันที่สามเดือนกุมภาพันธ์ปีพ.ศ. 2563 ภรรยาของตนคือนางพิมพ์ได้ขับช ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับภรรยาของตนเองที่ชื่อว่านางพิมพ์กับบุตรชายที่มีอายุเพียงแค่หนึ่งขวบเศษเท่านั้น

โดยชายหนุ่มคนดังกล่าวสมมติชื่อว่านายพลได้มีการเล่าให้กับผู้สื่อข่าวรวมทั้งโพสต์ระบายลงใน Facebook ของตนเองว่าเมื่อวันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ปีพ.ศ. 2563 ภรรยาของตนคือนางพิมพ์ได้เดินทางไปงานแต่งงานญาติซึ่งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เช่นเดียวกันแต่คนละอำเภอโดยขากลับพัทยาได้อาศัยนั่งรถชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกลับมาบ้าน แต่ระหว่างทางได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหลายนายตั้งด่านตรวจซึ่งรถคันที่ภรรยาของตนคือนั่งพิมพ์นั่งมานั้นตำรวจเรียกตรวจสอบฉี่กันทุกคนแต่ไม่มีใครมีฉี่สีม่วงหรือไม่มีใครที่มีสารเสพย์ติดไว้ในครอบครองแต่นางพิมพ์ถูกตั้งข้อหาไม่พกบัตรต่างด้าวตำรวจจึงได้ตัวน้องพิมพ์และลูกไปพูดคุยตกลงกัน

เพื่อขอเงินจำนวน 500,000 บาท โดยบอกว่าหากบำเพ็ญจ่ายเงินจำนวนนี้มาจะไม่มีการเอาเรื่องซึ่งในขณะนั้นนางพิมพ์มีเงินติดตัวอยู่แค่เพียง 80,000 บาทเท่านั้นด้วยความกลัวจึงได้กดเงินจากเอทีเอ็มส่งให้ตำรวจแต่ตำรวจบอกว่าถ้าจ่ายไม่ครบจะไม่ปล่อยตัวจึงไปโอนเงินที่ธนาคารให้อีก 60,000 บาท

และมีผู้หญิงคนหนึ่งแจ้งว่าเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสนอออกเงินให้ก่อนเป็นจำนวนเงิน 160,000 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เงินครบแล้วจึงปล่อยตัวนางพิมพ์กลับบ้านและเมื่อมาถึงบ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวก็โทรมาทวงเงินในพลจึงได้โอนเงินไปให้หลังจากนั้นจึงได้นำหลักฐานทั้งหมดไปทำการร้องเรียนที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคห้าซึ่งหลังจากที่มีการร้องเรียนแล้วมีตัวแทนหลายคนได้ติดต่อเข้ามาหาในพลเพื่อเจรจาขอคืนเงินและให้ในพลยกเลิกการแจ้งความแต่ในพลเย็นๆว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ซึ่งในขณะที่นักข่าวได้ลงไปทำข่าวกำลังพูดคุยกับนายพลก็มีคนโทรเข้ามาขอเจรจาคืนเงินเช่นกันซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับเรื่องร้องเรียนรับปากว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายซึ่งนายพลมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอตอนที่ถูกรีดไถเงินด้วย                      

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet