เตือนอย่าหลงเชื่อ การดื่มน้ำอุ่น – น้ำขิงไม่ได้ช่วยป้องกันโรคไวรัสโคโรนาได้

Posted on 9 กรกฎาคม 20209 กรกฎาคม 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

     มีรายงานข่าวเข้ามาว่าในตอนนี้มีกระแสข่าวที่มาแรงเกี่ยวกับการป้องกันโรคไวรัสโคโรนา โดยมีการแชร์กันต่อต่อกันมาว่า หากอยากปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนา ให้ดื่มน้ำอุ่น หรือไม่ก็น้ำขิงจะสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อวัสสายพันธ์ใหม่ 2019 ได้ ซึ่งในตอนนี้มีรายงานข่าวปลอมออกมาเยอะมากมาก ซึ่งรายละเอียดของข่าวปลอมคือ 

  1. คนที่มีเชื้อไวรัสโคโรนาในร่างกาย จะอาการเพียงไอแบบแห้งแห้งไม่มีเสมหะ และไม่ได้มีน้ำมูกด้วย 
  2. เชื้อไวรัสโคโรนาจะไม่สามารถอยู่ได้ที่อุณหภูมิ 26-27 องศาเซียลเซียส
  3. หากร่างกายของเราอบอุ่นจะทำให้ไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ดังนั้นจึงควรกินน้ำอุ่นมากมาก
  4. การกินเหล้า กินกระเทียมหรือแม้แต่กินน้ำขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นแล้วจะสามารถช่วยป้องกันร่างกายจากไวรัสโคโรนาได้

ซึ่งหลังจากที่อาจารย์ เจษฎา  ได้อ่านเจอข่าวที่ปล่อยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกมาแบบนี้ทำให้ อาจารย์เจษฎา ต้องออกมาเตือนประชาชนผ่านทางเฟสบุ๊กเกี่ยวกับข้อความที่กำลังมีการแชร์กันว่า เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนัก โดยมีการระบุรายละเอี่ยดเอาไว้ว่า

1.คนที่มีเชื้อไวรัสโคโรนาในร่างกาย จะอาการเพียงไอแบบแห้งแห้งไม่มีเสมหะ และไม่ได้มีน้ำมูกด้วย  

สิ่งนี้นั้น ไม่เป็นความจริงนั่นก็เพราะว่าคนที่ติดเชื้อไวรัสจะมีอาการไอและมีน้ำมูกและยังมีเสมหะออกมาเป็นจำนวนมากด้วยและช่องทางที่จะให้คนติดเชื้อไวรัสได้ส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำมูก และเสมหะเหล่านี้นั่นเอง

2.เชื้อไวรัสโคโรนาจะไม่สามารถอยู่ได้ที่อุณหภูมิ 26-27 องศาเซียลเซียส

สิ่งนี้ก็ไม่เป็นความจริง เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ได้ที่อุณหภูมิของร่างกายคนเรา อย่างที่ 37 องศาก็อยู่ได้ดังนั้นที่อุณหภูมิ 26-27 ก็ย่อมอยู่ได้เช่นกัน ไม่ตายแน่นอน

3.หากร่างกายของเราอบอุ่นจะทำให้ไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ดังนั้นจึงควรกินน้ำอุ่นมากมาก

ข้อนี้ก็ไม่จริง ที่เรารณรงค์ให้กินอาหารที่ยังร้อนและให้ล้างมือและใส่หน้ากากอนามัยรวมถึงการกินอาหารควรจะใช้ช้อนกลางนั้น เป็นการแนะนำขั้นพื้นฐานที่ควรทำในการป้องกันการติดเชื้อจากคนที่มีเชื้ออยู่แล้ว การกินน้ำอุ่นไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้แน่นอน

4.การกินเหล้า กินกระเทียมหรือแม้แต่กินน้ำขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นแล้วจะสามารถช่วยป้องกันร่างกายจากไวรัสโคโรนาได้ และข้อสุดท้ายนี่ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน การกินอะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้ตัวอุ่นไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ ซึ่งทุกคนควรหยุดแชร์ข้อความผิดๆกันได้แล้ว

 

ขอขอบคุณ  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท  ที่ให้การสนับสนุน

ขี่มอร์เตอร์ไซต์แซงรถเมล์สาย 101 แต่ไม่พ้น

Posted on 29 มิถุนายน 202029 มิถุนายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

 

หญิงชรา วัย 65 ปีขี่มอร์เตอร์ไซต์แซงรถเมล์สาย 101 แต่ไม่พ้นโดนรถเมลล์สาย 68 เบียดถูกทับเสียชีวิต

ที่สถานีตำรวจ บุคคโล มีรายงานแจ้งอุบัติเหตุเข้ามาตอนเวลา 21.30 น. โดยระบุว่ามีเหตุการณ์รถเมล์ทับคนเสียชีวิตตรงแถวป้ายรถเมล์ แถวบริเวณถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน หน้าธนาคารกสิกร สาขา ดาวคะนองและเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงจุดเกิดอุบัติเหตุก็พบ รถเมล์สาย 101 จอดอยู่และตรงล้อด้านขวาของรถเมล์มีร่างของหญิงชราคนหนึ่งนอนในสภาพล้อรถเมล์ทับลำตัวอยู่

ซึ่งต่อมาได้ทราบข้อมูลของผู้ตายว่า ผู้ตายเป็นเพศหญิงอายุ 65 ปีและผู้ตาย ชื่อนาง สุจิตรา แก้วเทศ  ซึ่งสภาพศพของคนตายนั้น ใส่เสื้อลายดอกสีเขียวแขนสั้นและใส่กางเกงสามส่วนสีดำ นอนตายอยู่ใต้ท้องรถเมล์สาย 101

โดยที่ล้อรถเมลล์สาย 101 ทับตรงหัวและลำตัวของผู้ตายเอาไว้ และใกล้กับศพของผุ้ตายก็มีรถจักรยานยนต์ของผู้ตายคว่ำอยู่ข้างข้างกับศพผู้ตาย โดยสภาพรถพังเสียหายเป็นอย่างมาก และประมาณ 50 เมตรก็มีรถเมล์อีกคันจอดอยู่เป็นรถสาย 68

ซึ่งคนขับรถเมล์ได้รอให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ว่า ในขณะที่เกิดเหตุนั้นรถเมลล์สาย 101 ที่จอดรับผู้โดยสารอยู่ที่ป้ายกำลังจะออกรถออกจากป้ายรถเมลล์ แล้วคนตายก็ขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหลังของรถเมลล์สาย 101 ส่วนรถเมล์สาย 68 ก็ขับอยู่ด้านหลังของรถผู้ตายอีกที ซึ่งในขณะที่รถเมล์สาย 101 จะออกตัวออกจากป้าย รถของตนเองสาย 68

ซึ่งวิ่งตามหลังมาและวิ่งอยู่ในเลนที่สองก็กำลังจะขับแซงรถเมล์สาย 101 พอดีขณะนั้นเองคนตายก็ได้เบี่ยงรถจักรยานยนต์ของตัวเองออกมาในเลนที่สองเพื่อที่จะแซงรถเมล์สาย 101 เหมือนกันโดยคนตายแซงมาทางด้านขวาซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่รถเมล์สาย 68 แซงมาถึงพอดี จึงเป็นเหตุให้รถเมล์สาย 68 ชนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้ตายจนล้มและผู้ตายกลิ้งไปทางรถเมล์สาย 101 พอดีทำให้ล้อรถเมล์สาย 101 ทางด้านขวาทับร่างคนผู้ตายจนเสียชีวิตคาที

    ในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า ยังไมได้มีการแจ้งข้อหาและดำเนินคดีกับใครเพราะต้องรอการสืบสวน พร้อมกับสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุก่อนและกำลังหาภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อหา ส่วนศพของผู้เสียชีวิตตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำร่างของหญิงวัย 65 ปีส่งไปผ่าพิสูจน์ที่โรงพยาบาล และเมื่อเสร็จแล้วจะได้ประสานงานกับทางญาติญาติ ของผู้เสียชีวิตให้มารับศพเพื่อนำร่างไปบำเพ็ญกุศลต่อไป 

 

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า   

หนุ่มคลั่งยาเสพติด ทำร้ายร่างกายพ่อจนเสียชีวิตสาเหตุเพราะไม่พอใจที่พ่อขัดใจ 

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

              เมื่อวันที่ 25   เดือนมิถุนายน   ปีพ.ศ 2563   เจ้าหน้าที่ตำรวจของจังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านว่ามีคนพบศพชายไทยอายุ 75 ปีนอนเสียชีวิตอยู่ที่บริเวณหน้ายุ้งฉางข้าวเพิ่งมาเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงยังจุดที่พบศพพบว่ามีศพชายนอนเสียชีวิตด้วยสภาพการถูกทำร้ายร่างกายที่ศีรษะจนได้รับบาดเจ็บสาหัสกะโหลกศีรษะยุบจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าชายวัย 75 ปี

คนดังกล่าวนั้นชื่อว่านายสวัสดิ์   ศิริละ เขาเป็นเจ้าของยุ้งฉางข้าวที่เขานอนเสียชีวิตอยู่นั่นเองซึ่งจากการตรวจสอบสภาพศพพบว่านายสวัสดิ์น่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 วันหรือจำนวน 24 ชั่วโมงนั่นเองและพบอาวุธซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธที่ใช้สังหารนายสวัสดิ์ที่คนร้ายทำตกเอาไว้มีไม้ขนาดยาว 1 อันแล้วก็ค้อนสำหรับตอกตะปูอีก 1 อันตกอยู่ซึ่งอาวุธทั้ง 2 ชิ้นนั้นมีเลือดเปื้อนติดอยู่ด้วยจากการตรวจสอบเบื้องต้นมีการสันนิษฐานกันเอาไว้ว่าผู้ที่ก่อเหตุฆ่านายสวัสดิ์เสียชีวิตนั้นน่าจะเป็นลูกชายของนายสวัสดิ์เองที่อายุ 44 ปี

ซึ่งขณะนี้เขามีอาการหลอนยาเสพติดเนื่องจากว่าใช้ยาเสพติดมาเป็นเวลานานโดยมีการพบว่าลูกชายของนายสวัสดิ์นั้นชื่อว่านายอัครเดชเคยมีประวัติการไปรักษาตัวเกี่ยวกับการรักษาอาการทางจิตเวชที่โรงพยาบาลแต่ยังพบว่าอาการป่วยดังกล่าวนั้นยังรักษาไม่หายลำดับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงได้ไปค้นในบ้านพักของนายสวัสดิ์พบนายอัครเดชแอบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปที่โรงพักและทำการสอบสวนซึ่งไม่สามารถให้การอะไรได้เลยเนื่องจากว่านายอัครเดชนั้นพูดจาไม่รู้เรื่องและมีอาการกำเริบอย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าในวันที่เกิดเหตุนั้น

น่าจะเป็นช่วงที่อาการทางจิตของนายอัครเดชกำเริบประกอบกับพ่อที่ขัดใจทำให้นายอัครเดชนั้นเกิดอาการไม่พอใจและได้ลงมือทำร้ายพ่อจนถึงแก่ความตายในที่สุดซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นได้มีการตรวจสอบพบว่าผู้เสียชีวิตคือนายสวัสดิ์นั้นเดิมทีทำงานเป็นหัวหน้าไปรษณีย์ที่อำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ก่อนที่จะมีการเกษียณออกมาซึ่งฐานะทางบ้านของนายสวัสดิ์นั้นถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะดีเลยทีเดียวแต่กลับมีลูกชายอยู่คนเดียวที่มีพฤติกรรมมีอาการทางจิตและอยู่ระหว่างการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

            สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรามักจะเห็นว่าผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตไม่ว่าจะยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวหรือรักษาตัวรับอาการดีขึ้นก็มักจะพบว่าคนที่มีอาการเหล่านี้มักจะทำร้าย ต่ายคนอื่นถึงแก่ความตายได้อย่างนั้นอาจจะทำให้เราต้องกลับมาพิจารณากันใหม่แล้วว่าหากครอบครัวไหนที่มีลูกหลานหรือคนในครอบครัวมีอาการทางจิตควรจะนำตัวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลให้หายขาดให้เรียบร้อยถึงจะนำมาอยู่กับคนอื่นในสังคมเพราะไม่ฉะนั้นก็จะกลายเป็นตัวอันตรายที่คนในสังคมต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลา

 

 

สนับสนุนโดย  rb88 pantip

หนุ่มใหญ่อาชีพขายของเก่า ตายริมถนนคาดว่าช็อกเพราะอากาศร้อนจัด

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

       เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดสงขลาได้รับแจ้งเหตุ จากชาวบ้านว่ามีผู้พบศพชายคนหนึ่งเสียชีวิตอยู่บริเวณริมถนนอยู่ด้านข้างรถเข็นซึ่งบรรทุกลังกระดาษในเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงยังจุดเกิดเหตุพบว่าบริเวณดังกล่าวนั้นอยู่ตรงบริเวณหน้าร้านคิ้วเป๊ะซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองของจังหวัดสงขลาโดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 25 เดือนมิถุนายนพ.ศ 2553

ซึ่งเวลาที่เกิดเหตุนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณ 10:00 น โดยชาวบ้านที่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นให้การว่าชายคนดังกล่าวนั้นทราบชื่อว่านายประกิตซึ่งนายประกิตนั้นมีอาชีพขายของเก่าโดยในทุกๆวันนายประกิตจะมีการเข็นรถเข็นเพื่อเดินเก็บของเก่าตามริมถนนแล้วนำไปขายให้กับร้านขายของเก่าในปัจจุบันนั้นนายประกิตอายุประมาณ 57 ปี

โดยเขายึดอาชีพนี้เป็นประจำทุกวันอย่างไรก็ตามในขณะที่วันนี้นายประกิตนั้นทำการเข็นรถเข็นเพื่อจะนำของบนรถเข็นนั้นไปติดต่อที่ร้านขายของเก่าปรากฏว่าอยู่ดีๆนายประกิตก็ล้มลงและเมื่อชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือก็พบว่าเสียชีวิตแล้วซึ่งตอนที่เกิดเหตุนั้นในกระติกกำลังเข็นรถเข็นขึ้นเนินสูงทำให้เป็นไปได้ว่านายประกิตนั้นอาจจะต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอากาศที่ร้อนจัดมากๆอาจจะเป็นสาเหตุให้ในประเทศนั้นช็อกจากอากาศร้อนจนทำให้เกิดเสียชีวิตได้อย่างไรก็ตามทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตามหาตัวยากของนายประกิตจนพบและให้นำร่างของนายประกิตนั้นไปประกอบพิธีทางศาสนา

ซึ่งทางญาติเองก็ไม่ได้ติดใจเกี่ยวกับเรื่องของสาเหตุของการเสียชีวิตโดยทางญาติของนายประกิตได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปกติแล้วน่าจะเก็บเป็นคนที่มีโรคเยอะอยู่แล้วเขามีโรคประจำตัวหลายอย่างซึ่งทางญาติเองคาดว่าอาจจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในครั้งนี้ก็ได้ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่โรคกำเริบในระหว่างที่มีการทำงานหรือไม่ก็เกิดจากอากาศที่ร้อนจัดจึงทำให้เสียชีวิต

   สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกคนที่ต้องทำงานกลางแดดร้อนจัดดังนั้นนี่จึงถือได้ว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่ให้ใครหลายๆคนนั้นได้มีการนำมาเป็นบทเรียนหากต้องมีการทำงานกลางแดดจ้าควรจะต้องมีการหาอุปกรณ์ที่ปกป้องแสงแดดเช่นอาจจะต้องเตรียมร่มหรือใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดและที่สำคัญควรจะต้องมีการพกน้ำเอาไว้ในปริมาณมากๆเพราะการทำงานกลางแดดร้อนจ้าจะทำให้เกิดอากาศร้อนอบอ้าวซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องของการที่จะช็อกเสียชีวิตได้อยู่แล้วดังนั้นการกินน้ำเข้าไปเพื่อดับความร้อนในร่างกายก็จะสามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  entaplay เครดิต ฟรี

จีนมีการวิจัยค้นพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนา

Posted on 26 มิถุนายน 202026 มิถุนายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

จีนมีการวิจัยค้นพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสามารถอยู่ในอุณหภูมิติดลบได้ถึง 20 องศาเซลเซียสและมีอายุนานถึง 20 ปี

      นักวิจัยของประเทศจีนได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิค-19 เนื่องจากว่าประเทศจีนนั้นนับเป็นประเทศแรกที่ได้มีการพบการระบาดของไวรัสชนิดนี้และเมื่อมีการควบคุมการระบาดได้แล้วก็ยังเกิดการระบาดรอบที่สองตามมาซึ่งจากการติดตามการระบาดนั้นพบว่าการระบาดในครั้งที่ 2 และมีการระบาดอย่างรวดเร็วนั้นเกิดขึ้นที่ตลาดที่เป็นตลาดอาหารแช่แข็ง

ดังนั้นทางด้านนักวิจัยจึงได้มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของเชื้อไวรัสโควิยังด-19 เกี่ยวกับการอยู่ในอุณหภูมิที่ค่อนข้างเย็นซึ่งผลปรากฏว่าจากการวิจัยพบว่าเชื้อไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในอุณหภูมิที่ติดลบถึง 20 องศาเลยทีเดียวและในขณะเดียวกันหากมันอยู่ในภูมิแบบติดลบแบบนี้มันสามารถที่จะอยู่ได้ยาวนานถึง 20 ปีแต่อย่างไรก็ตามทางด้านนักวิจัยเอง

ก็ได้มีการลองภูมิอื่นเช่นถ้าหากมีการอยู่ในอุณหภูมิที่ติดลบ 4 องศาผลปรากฏว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็สามารถมีอายุได้นานถึง 4 เดือนเลยทีเดียวดังนั้นทำให้เรารู้ได้ว่ายิ่งภูมิเย็นมากเท่าไหร่เชื้อไวรัสก็เจริญเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้นและสามารถมีอายุยาวนานขึ้นดังนั้นจากผลการวิจัยนี้จึงทำให้ทางการจีนเชื่อว่าอาหารแช่แข็งต่างๆนั้น

จะเป็นตัวที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างดีที่สุดนั่นเองเวลาที่จะมีการตรวจสอบหาเชื้อโรคนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบอาหารกลุ่มประเภทแช่แข็งเป็นหลักโดยเน้นที่เป็นอาหารนำเข้าซึ่งตอนนี้ทางการจีนกำลังทำการตรวจสอบไปยังปลาแซลมอนซึ่งมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยหวังว่าหากมีการพบการแพทย์จากอาหารแช่แข็งก็จะสามารถหยุดยั้งการกระจายการแพร่ระบาดได้สำหรับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศจีนในครั้งที่ 2 นี้นั้นเกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง

ซึ่งการระบาดในครั้งที่ 2 นี้จากการตรวจสอบเชื้อไวรัสแล้วพบว่าเป็นคนละสายพันธุ์กับที่เกิดในครั้งแรกของประเทศจีนโดยมีการมองว่าสายพันธุ์ใหม่ที่เข้ามานั้นเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับสายพันธุ์ของประเทศยุโรปที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ซึ่งทางการจีนจึงมีความเชื่อมั่นว่าสาเหตุที่การระบาดของไวรัสโควิด-19  รอบที่ 2 ที่เกิดขึ้นภายใน 8 วันนั้น

น่าจะเป็นการได้รับเชื้อไวรัสจากการนำเข้าสินค้าแช่แข็งมาจากต่างประเทศดังนั้นนะตอนนี้ตลาดที่เปิดขายอาหารแช่แข็งต่างๆจึงมีการถูกสั่งระงับให้มีการปิดตลาดเป็นการชั่วคราวก่อนเนื่องจากว่าเป็นแหล่งกระจายสินค้าอาหารแช่แข็งไปยังตลาดอื่นๆอีกมากมายในกรุงปักกิ่งดังนั้นเพื่อเป็นการหยุดการแพร่ระบาดจึงจำเป็นต้องมีการงดจำหน่ายอาหารแช่แข็งเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะสามารถตรวจสอบและยืนยันได้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้มีการระบาดมาจากอาหารแช่แข็งจริงๆ

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน โปรดี

พบแรงงานชาวพม่าที่เดินทางจากไทยกลับพม่าติดเชื้อโควิด 23 คน

Posted on 23 มิถุนายน 202023 มิถุนายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

พบแรงงานชาวพม่าที่เดินทางจากไทยกลับพม่าติดเชื้อโควิด 23 คน เจ้าที่พม่ากักตัวไว้เรียบร้อยแล้ว

         ยังคงมีปัญหากันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องของโรคระบาดไวรัสโควิด-19   ซึ่งตอนนี้ถึงแม้ประเทศไทยนั้นจะมีการควบคุมการระบาดได้มากยิ่งขึ้นและพบการระบาดน้อยลงแต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องมีการเฝ้าระวังสำหรับคนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศโดยเกรงว่าบุคคลเหล่านั้นจะนำเชื้อไวรัสจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ตรงบริเวณพรมแดนไทย-พม่าซึ่งเป็นจุดคัดกรองการข้ามพรมแดนระหว่างคนไทยไปประเทศพม่าและคนพม่ากลับมาประเทศไทยนั้น

ในวันนี้พบว่ามีแรงงานชาวไทยที่เดินทางจากประเทศพม่ากลับมาประเทศไทยนั้นหลายคนแต่ไม่พบว่าใครนั้นมีอาการไข้ขึ้นสูงหรือมีเชื้อไวรัสโควิด-19เลยแม้แต่คนเดียวในขณะเดียวกันที่มีแรงงานพม่าที่มีความต้องการที่จะเดินทางออกจากประเทศไทยกลับไปยังประเทศพม่าพบว่าเมื่อถึงด่านกักตัวบริเวณพรมแดนเมียวดีทางเจ้าหน้าที่ของพม่านั้นได้พบว่ามีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนทั้งสิ้น 23 คน

เจ้าหน้าที่จึงได้มีการกักตัวเอาไว้ที่บริเวณพรมแดนเพื่อทำการตรวจรักษาโดยจะให้อยู่ที่พรมแดนเมียวดีนั้นประมาณ 21 วัน  สำหรับเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซีเรียสระหว่างการข้ามเขตพรมแดนระหว่างประเทศเพราะการที่ประเทศไทยนั้นจะสามารถหยุดการระบาดของไวรัสโคโรนาได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ามีคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศนำเชื้อไวรัสเข้ามาหรือไม่เพราะสถานการณ์ในประเทศไทยนั้นเราสามารถหยุดการแพร่ระบาดได้แล้วอย่างไรก็ตามในขณะนี้พบว่ายังมีคนบางกลุ่มที่เป็นแรงงานชาวต่างด้าวที่เดินทางออกนอกประเทศนั้น

ยังคงมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาอยู่และแน่นอนว่าตรงบริเวณพรมแดนของประเทศไทยกับประเทศพม่านั้นทางเจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดให้ผู้ที่มีติดเชื้อไวรัสนั้นเข้ามาในประเทศได้เพราะจะต้องมีการกักตัวเอาไว้และรักษาอาการป่วยให้หายดีเสียก่อนถึงจะสามารถปล่อยตัวให้กับประเทศของแต่ละประเทศได้สำหรับเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ที่ดูแลมาตรการเกี่ยวกับเรื่องของสาธารณสุขก็เกิดความวิตกกังวลเช่นเดียวกันว่าประเทศไทยนั้นถ้าตามเรื่องของการเดินทางตรงบริเวณพรมแดนแล้ว

ไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอนเพราะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลแต่จะมีแถวเขตชายแดนซึ่งอาจจะมีแรงงานต่างด้าวนั้นลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมายซึ่งถ้าหากเป็นแบบนั้นหากมีแรงงานคนไหนมีเชื้อไวรัสโคโรน่าก็จะสามารถนำมาติดคนไทยได้เช่นเดียวกันจึงจำเป็นที่จะต้องให้ช่วยกันเฝ้าระวังเกี่ยวกับเรื่องของแรงงานต่างด้าวที่จะหนีเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายเพราะจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหากพวกเขาเข้ามาแล้วได้มีการนำเชื้อโรคมาแพร่ให้กับคนไทยหรือไม่

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สมัครฟรี

การนำรองเท้าที่มีคนบริจาค ออกไปขาย 

Posted on 16 มิถุนายน 202016 มิถุนายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

โรงพยาบาลรามาได้ออกมาอธิบายถึงสาเหตุที่ได้มีการนำรองเท้าที่มีคนบริจาค ออกไปขาย 

        กำลังเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์เป็นอย่างมากเมื่อมีข้อความที่ถูกแชร์ออกไปเกี่ยวกับเรื่องของการที่พนักงานพยาบาลของโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีการนำรองเท้าซึ่งมีผู้คนนั้นรวบรวมเงินกันแล้วนำไปบริจาคให้กับทางพยาบาลของโรงพยาบาลรามาเอาไว้ใช้สำหรับการทำงานในโรงพยาบาลได้มีการออกมาขายให้กับประชาชนทั่วไปคู่ละ 600 บาท

ทำให้หลายคนมองว่าสิ่งของที่ประชาชนตั้งใจบริจาคไปให้นั้นถูกนำไปแปลเป็นเงินซึ่งผิดกับหลักเจตนารมณ์ของคนที่อยากจะช่วยเหลือพยาบาลยังไงก็ตามเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของพยาบาลได้เอารองเท้าออกมาขายแทนที่จะเอาไว้ใช้งานตามหลักจนาของคนบริจาคก็ทำให้มีการพูดถึงเรื่องนี้กันเป็นจำนวนมาก

โดยในที่สุดทางโรงพยาบาลรามาก็ได้ออกมาชี้แจงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นถึงสาเหตุว่าทำไมทางด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของโรงพยาบาลรามาถึงได้นำรองเท้าที่มีการบริจาคไปให้นั้นออกมาจำหน่ายแทนที่จะแจกจ่ายให้กับพยาบาลทุกคนซึ่งเหตุผลที่ได้กล่าวมานั้นก็เพราะว่ารองเท้าที่ทางแบรนด์รองเท้าดังกล่าวนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลรามานั้นมีจำนวนสายที่ไม่ครบกับจำนวนพยาบาลเพราะว่าไซต์ของเท้าของพยาบาล

แต่ละคนนั้นแตกต่างกันทำให้เมื่อลองคำนวณการแจกดูแล้วปรากฏว่าบางคนก็จะมีรองเท้าแต่บางคนก็จะไม่ได้รับรองเท้าเพราะว่าไม่มีไซส์ที่เหมาะกับเท้าซึ่งทำให้ในที่สุดแล้วและเจ้าหน้าที่อาวุโสจึงได้มีการพูดคุยกันว่าหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นการว่าพยาบาลบางคนจะได้รับรองเท้าแต่พยาบาลบางคนก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือนี้ดังนั้นเพื่อให้พยาบาลทุกคนได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกันทางโรงพยาบาลจึงได้เปลี่ยนจากการนำรองเท้าที่บริจาคมานั้นแทนที่จะให้กับพยาบาลซึ่งอาจจะได้ใช้ไม่ครบทุกคนเปลี่ยนมาเป็นเงินแทน

เพื่อที่จะได้นำเงินดังกล่าวนั้นเข้าสู่คลังกลางของพยาบาลเพื่อที่จะได้นำเงินดังกล่าวนำไปช่วยเหลือพยาบาลได้อย่างทั่วถึงนั่นเองโดยทางโรงพยาบาลยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่เอารองเท้าที่ผู้คนนำบริจาคเพียงแต่ว่าถ้าเกิดนำไปแจกจ่ายให้กับพยาบาลแล้วมันจะไม่ได้ใช้งานกันอย่างทั่วถึงและแน่นอนว่ารองเท้าที่มีการบริจาคไว้นั้นไม่ได้ครบกับจำนวนพยาบาลที่มีอยู่ในโรงพยาบาลทุกคน

ดังนั้นหากมีการกระจายออกไปก็ทำให้บางคนอาจจะได้รับและบางคนอาจจะไม่ได้รับซึ่งมันจะกลายเป็นว่า พยาบาลนั้นได้รับความช่วยเหลือในปัญหาดังกล่าวได้อย่างไม่ทั่วถึงดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาพยาบาลทะเลาะกันเองจึงได้มีการนำรองเท้ามาขายเพื่อนำเงินไปเข้าสวัสดิการของพยาบาลจะดีที่สุดโดยทางผู้จัดการอาวุโสนั้นได้มีการทําบัญชีรายรับรายจ่ายเอาไว้ด้วยซึ่งสามารถมาตรวจสอบหลักฐานได้

 

 

สนับสนุนโดย  betbb

ผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิต 5คน จากเหตุไฟไหม้โรงพยาบาลที่ประเทศบังกลาเทศ 

Posted on 30 พฤษภาคม 202030 พฤษภาคม 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

       มีรายงานจากต่างประเทศแจ้งเข้ามาว่าวันที่ 28 เดือนพฤษภาคมพ.ศ 2553 ที่ประเทศบังคลาเทศเกิดเหตุไฟไหม้โรงพยาบาลในกรุงธากา  ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามารักษาตัวอยู่และเหตุการณ์เพลิงไหม้ในครั้งนี้ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจำนวน 5 คนถูกไฟคลอกเสียชีวิตตายภายในกองเพลิงนั้นซึ่งทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการกู้ซากศพขึ้นมาและหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้

             สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่มีผู้ป่วยเข้าไปทำการรักษาตัวเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ดีๆก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงพยาบาลที่อยู่ในเขตเมืองหลวงของประเทศบังคลาเทศโดยเพลิงไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนของคืนวันพุธที่ 27 พฤษภาคมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาอยู่นานเป็นชั่วโมงกว่าจะสามารถดับไฟและสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะพยายามเป็นอย่างเต็มที่ในการที่จะขนย้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลออกมาแต่ก็พบว่าเมื่อมีการดับไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้มีการค้นหาร่างผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตคนปรากฏว่ามีคนตายอยู่ในกองเพลิงทั้งทั้งหมด 5 คนซึ่งทั้ง 5 คนนั้นเป็นผู้ป่วยที่กำลังเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อของไวรัสโคโรน่าและทั้ง 5 คนนั้น

ถูกแยกออกไปจากผู้ปกครองคนอื่นๆทำให้เกิดเพลิงไหม้นั้นเหล่าพยาบาลและคุณหมอต่างก็ช่วยเหลือผู้ป่วยในโซนอื่นๆจึงทำให้ทั้ง 5 คนนั้นได้รับการช่วยเหลือช้าที่สุดและไม่ทันการณ์นั่นเองอย่างไรก็ดีคนทั้ง 5 คนที่เสียชีวิตนั้นเป็นผู้ชายทั้งหมด 4 คนและเป็นผู้หญิง 1 คนโดยอายุของผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 45 ปีถึง 75 ปี

การเกิดเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาลในครั้งนี้สร้างความเสียใจให้กับญาติพี่น้องของผู้ป่วยเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศบังคลาเทศนั้นเป็นผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่มีสถานที่ที่จะเอาไว้รักษาตัวจนกว่าทางโรงพยาบาลจะมีการซ่อมแซมสถานพยาบาลกับขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

สำหรับประเทศบังคลาเทศนั้นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อค่อนข้างสูงเป็นจำนวนมากซึ่งจากสถิติที่สะสมมาพบว่าตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นมากถึง 400 กว่าคนแล้วในขณะที่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วเสียชีวิตนั้นมีมากถึง 559 คนแล้วเช่นเดียวกัน  

สำหรับเหตุการณ์ที่เศร้าที่สุดในครั้งนี้ทางรัฐบาลของประเทศบังคลาเทศยังไม่ได้มีการออกมาพูดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใดและยังไม่ได้มีแนวทางออกมาเลยว่าผู้ป่วยที่อยู่ภายในโรงพยาบาลที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างทันท่วงทีนั้นจะถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลไหน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020

พ่อชอบเมาแล้วทำร้ายแม่

Posted on 21 พฤษภาคม 202021 พฤษภาคม 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

   ลูกชายหมดความอดทน เพราะพ่อชอบเมาแล้วทำร้ายแม่ ตัดสินใจใช้ไม้ฟาดพ่อตายคาเปล

                  เหตุการณ์รุนแรงในครอบครัวครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อมีครอบครัวหนึ่งลูกชายหมดความอดทนเพราะแค้นพ่อมานานที่มักจะเห็นพ่อทำร้ายร่างกายแม่อยู่เป็นประจำหลังจากที่พ่อกินเหล้าเมามายมาแล้วอีกทั้งยังชอบดุด่าว่าลูกชายทำให้ครั้งนี้ทนไม่ไหวจริงๆจึงได้ใช้ไม้ที่อยู่กับพื้นข้างบ้านตีศีรษะของพ่อจนกะโหลกยุบไปถึงสมองส่วนด้านผู้เป็นแม่เชื่อว่าลูกทำเพราะมีความหมดความอดทนจริงๆขอดูของเธอนั้นไม่เคยทำร้ายใครมาก่อนและที่สำคัญลูกของเธอในตอนนี้นั้นมีอาการทางประสาทร่วมอยู่ด้วยแต่อาการไม่ค่อยแสดงออกมากนักเนื่องจากมีการกินยาระงับเอาไว้

          เหตุการณ์ลูกชายทำร้ายพ่อจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมานี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 ซึ่งในช่วงเวลากลางวันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภละหานทรายได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านว่ามีเหตุลูกบ้านทำร้ายร่างกายกันจนถึงแก่ความตายเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์สถาบันนิติเวชจึงได้เดินทางมาตรวจสอบพื้นที่ซึ่งบ้านหลังที่เกิดเหตุนั้นอยู่ระหว่างการสร้างเป็นบ้านปูนชั้นเดียว

แต่จุดที่เกิดเหตุนั้นเป็นบริเวณใต้ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ข้างๆบ้านซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นไม่พบร่องรอยผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตแล้วเนื่องจากว่ามีการถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้วที่เหลืออยู่เป็นเพียงแค่ซากร่องรอยของการถูกทำร้ายเช่นมีรอยเปื้อนตรงบริเวณดินที่เกิดเหตุและเสื้อผ้าที่มีการเปลี่ยนเลือดตกอยู่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทางผู้ใหญ่บ้านบอกว่าผู้ก่อเหตุนั้นคือนายเล็กซึ่งเขาเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิตนั่นเองโดยนัยเล็กนี้นั่งรอเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจากกลุ่มไม่ได้หนีหายไปไหนเพราะตนเองก็รู้สึกผิดที่ได้ทำร้ายพ่อไปแต่ก็ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตนเอง

เป็นคนลงมือทำร้ายพ่อจริงในขณะที่พ่อนอนอยู่ในเปลเนื่องจากว่าไม่พอใจที่พ่อชอบดุด่าว่ากล่าวตนเองและที่สำคัญเป็นความแค้นฝังใจที่เขามักจะเห็นว่าพ่อมีการทำร้ายตบตีแม่ของเขาเป็นประจำทุกวันและทุกครั้งที่พ่อของเขาเมาเหล้าทำให้เขามีความแค้นและเก็บกดเอาไว้จนวันนี้เขาทนไม่ไหวเมื่อเห็นพ่อทำร้ายแม่อีกจึงได้มีการก่อเหตุนำไม้มาฟาดพ่อขณะที่พ่อนอนอยู่ในเปลจนพ่อเลือดออกและเสียชีวิตในเวลาต่อมาส่วนทางด้านแม่ของนายเล็กนั้นก็ยืนยันว่าตนเองนั้นถูกสามีทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้งซึ่งลูกของเธอก็ได้เห็นตลอด

และอาจจะเกิดความเก็บกดไม่พอใจส่วนตัวแล้วลูกของเธอเองก็ถูกพ่อนั้นดุด่าว่ากล่าวเป็นประจำทุกวันอีกทั้งลูกของเธอนั้นยังมีอาการทางประสาทซึ่งมีการกินยารักษามาแล้วหลายปีแต่ลูกของเธอนั้นก็ไม่เคยไปทำร้ายคนอื่นมาก่อนเพิ่งมาก่อเหตุครั้งนี้ครั้งแรกโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นจะต้องมีการตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติมและยังต้องรอเอกสารยืนยันจากทางโรงพยาบาลว่านายเล็กนั้นมีอาการทางประสาทจริงหรือไม่ซึ่งถ้าหากมีอาการทางประสาทจริงเขาก็จะรอดพ้นคดีนี้ไปเพราะกฎหมายไม่เอาผิดคนบ้า

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 ฟรี เครดิต

สามยายหลานผู้อาภัพ ถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตกันลำพัง 

Posted on 19 พฤษภาคม 202019 พฤษภาคม 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags ,

         มีเรื่องราวที่น่าสลดใจเกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธออายุมากแล้วถึง 80 ปีแต่ก็นั้นตัวเธอเองก็ยังมีชีวิตที่แสนลำบากและนอกจากตัวเธอเองที่จะต้องลำบากแล้ว ชีวิตของเธอยังต้องดูแลหลานอีก 2 คนซึ่งลูกสาวของเธอทิ้งเอาไว้ให้โดยหญิงชราเรื่องราวที่แสนรันทดนี้เมื่อมีคนไปพบเข้าโดยบังเอิญซึ่งคนที่ให้ความช่วยเหลือและพบเห็นโดยบังเอิญนั้นคืออาจารย์สักยันต์

โดยในตอนที่อาจารย์สักยันต์ไปพบเห็นนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าไปเจอตอนที่หญิงชรากำลังเป็นลมอยู่พอดีและเมื่อมีการสอบถามก็ได้ความว่าหญิงชราคนดังกล่าวยังไม่ได้กินข้าวทำให้ไม่มีแรงจึงเกิดอาการเป็นลมขึ้นหลังจากนั้นอาจารย์สักยันต์จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานของทางราชการเพื่อให้เข้าไปดูแลช่วยเหลือหญิงชราวัย 80 ปี

คนดังกล่าวพร้อมกับหลานอีก 2 คนและเมื่อมีการเข้าไปดูสถานที่อยู่อาศัยของหญิงชราและหลานก็พบว่าเป็นสถานที่ ที่เป็นแค่เพลิงที่พักอาศัยเท่านั้นโดยทั้งหมดอาศัยอยู่ใต้สะพานลอยโดยหญิงชราเล่าให้กับทางหน่วยงานที่รับเรื่องมาดูแลให้ทราบถึงปัญหาของเธอว่าก่อนหน้านี้หญิงชราก็มีบ้านเป็นของตนเองอยู่แต่เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อมีปั้นจั่นมาล้มใส่บ้านของเธอและทำให้บ้านเธอพังเสียหายเท่านั้นยังไม่พอในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุปั้นจั่นหล่นใส่บ้านของเธอนั้นทำให้หญิงชราได้รับบาดเจ็บที่หลังด้วยทำให้หญิงชราต้องไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานถึง 2 คืนด้วยกัน

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นไม่เคยมีใครมาเยี่ยมและไม่มีใครออกค่าใช้จ่ายให้เลยเจ้าของปั้นจั่นเองก็ไม่ได้มาสนใจดูแลอาการอะไรและหลังจากที่มีการออกจากโรงพยาบาลมาแล้วนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหญิงชราก็มาอาศัยอยู่ใต้สะพานลอยพร้อมกับลูกสาว 1 คนและหลานอีก 2 คนแล้วก็มีคนอื่นๆที่มาอาศัยอยู่ใต้สะพานลอยอีกหลายคน

ซึ่งต่างก็ช่วยกันทำมาหากินด้วยการเก็บของเก่าขายหลังจากนั้นไม่นานลูกสาวของเธอก็ได้หนีหายไปเองให้เธอได้เลี้ยงหลานอยู่เพียงลำพังเท่านั้นทุกวันนี้จึงเป็นการอยู่ด้วยกันด้วยกันอดมื้อกินมื้อหากมีก็กินถ้าหากไม่มีก็ต้องอดกันไปซึ่งบางครั้งก็ทำให้หญิงชรารู้สึกท้อแท้ใจเป็นอย่างมากแต่อย่างไรก็ดีเพื่อนบ้านของเธอก็ยังมีน้ำใจนำเข้าของมาแบ่งปันให้เธอและหลานได้กิน

หรือหากที่ไหนมีการแจกเงินแต่ข้าวของเพื่อนบ้านก็จะมารับไปส่งเพื่อไปรับของแจกซึ่งสามารถนำมาประกันชีวิตของตัวเธอและหลานของเธอได้ซึ่งหลังจากนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะลงมาดูแลให้ความช่วยเหลือ

 

 

 

สนับสนุนโดย  bk8 slot