คนเก็บขยะพบศพทารกถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ

Posted on 1 พฤษภาคม 20201 พฤษภาคม 2020Categories ประเด็นข่าวTags ,

คนเก็บขยะพบศพทารกถูกทิ้งอยู่ในถังขยะจับคนร้ายได้เพราะมีใบแจ้งหนี้อยู่ในถุงที่ทิ้งศพด้วย

          ที่จังหวัดนนทบุรีช่วงประมาณเวลา 8:00 นของวันที่ 28 เดือนเมษายนปีพศ 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากพนักงานเก็บขยะของเทศบาลเมืองจังหวัดนนทบุรีโดยเขาแจ้งว่าพบศพทารกเสียชีวิต   ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณเอพีแมนชั่นตรงถนนประชาชื่นซอยประชาชื่นนนทบุรี 7 ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และมูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางไปยังจุดที่พบศพซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์และเป็นคนที่เจอทารกนั้นได้เล่าให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่าตนเองเป็นพนักงานเก็บขยะของเทศบาล

ซึ่งเดินทางมาเก็บขยะตามปกติแล้วระหว่างที่เก็บขยะจากถังขยะอยู่นั้นพบว่ามีถุงพลาสติกใบหนึ่งมีลักษณะเป็นใบใหม่และมีลวดลายสวยงามจึงต้องการที่จะเก็บเอาไปไว้ใช้เขาจึงได้มีการเทของที่อยู่ภายในถุงนั้นทิ้งแล้วปรากฏว่ามีศพของเด็กทารกร่วงลงมาหลังจากนั้นเขาจึงได้มีการโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูศพของเด็กทารก

ซึ่งจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจสอบสภาพถุงที่ทิ้งศพทารกพบว่าด้านในนอกจากจะมีทารกเพศชายอยู่แล้วยังมีผ้าขนหนูและผ้าอ้อมรวมถึงหลักฐานสำคัญที่สามารถทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามแม่ของเด็กทารกคนนี้ได้นั่นก็คือใบแจ้งค่าใช้บริการโดยมีการระบุชื่อเจ้าของใบแจ้งหนี้ว่าชื่อนางสาวก้อย

โดยมีการเขียนที่อยู่เอาไว้ว่าเป็นจังหวัดนครราชสีมาดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดและได้มีการเชิญตัวนางสาวก้อยเพื่อมาสอบถามข้อมูลซึ่งในที่สุดนางสาวก้อยก็ให้การรับสารภาพว่าเธอเองเป็นแม่ของเด็กจริงโดยเธอมีอาชีพเป็นผู้ช่วยพยาบาลซึ่งขณะนี้เธออายุ 22 ปีซึ่งขณะที่คลอดลูกออกมานั้นเธอได้เลิกรากับสามีไปจึงได้เลี้ยงลูกคนเดียว

แต่เนื่องจากลูกของเธอร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิดเธอจึงได้เดินทางนำรูปไปให้พ่อกับแม่ที่ต่างจังหวัดเพื่อจะได้เลี้ยงแต่เมื่อไปถึงเห็นสภาพที่พ่อแม่อายุมากแล้วจึงไม่กล้ารบกวนนางสาวก้อยจึงได้พาลูกของเธอกลับมายังอพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ในปัจจุบันหลังจากนั้นก็อยู่ดูแลลูกตามปกติแต่มีเหตุการณ์ช่วงเวลาประมาณ 4:00 น. ของวันที่ 27 เดือนเมษายนปี 2563 

โดยเธอพบว่าลูกของเธอนอนเสียชีวิตแล้วซึ่งก่อนหน้านั้นเธอได้เผลอหลับไปจึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรกับลูกแต่ด้วยความตกใจว่าลูกเสียชีวิตเธอจึงนำลูกของเธอใส่ถุงแล้วนำไปทิ้งที่ถังขยะโดยเธอยืนยันกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่ได้มีการฆ่าลูกตนเองแต่อย่างใดซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตรวจสอบต่อไปแต่เบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อหาเอาไว้เกี่ยวกับการที่เธอปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพโดยนำศพทารกไปทิ้งในถังขยะ

 

สนับสนุนโดย  next88

ผลของการเปิดบัญชีให้กับคนอื่นสุดท้ายถูกจับกุมข้อหา

Posted on 28 เมษายน 202028 เมษายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags

ผลของการเปิดบัญชีให้กับคนอื่นสุดท้ายถูกจับกุมข้อหา ฉ้อโกงทั้งที่ไม่ได้ทำ

           เป็นเรื่องเล่าที่นำมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายคนที่มันเห็นแก่เงินเพียงน้อยนิดแล้วรับเปิดบัญชีให้กับบุคคลอื่นที่เราอาจจะรู้จักหรือไม่รู้จักก็แล้วแต่ซึ่งก่อนหน้านี้พบว่ามีคนหลงเชื่อถูกหลอกให้เปิดบัญชีให้เป็นจำนวนมากซึ่งบัญชีเหล่านั้นที่คนร้ายให้เปิดให้นั้นส่วนใหญ่มักจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

โดยมากจะเป็นบัญชีเพื่อทำการโอนเงินเข้าออกโดยเงินเหล่านั้นมักจะเป็นเงินที่ผิดกฎหมายเช่นเดินมาจากแหล่งการพนันหรือแม้แต่เงินที่เป็นการฉ้อโกงคนอื่นเขามาและเมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้และตามสืบสวนสอบสวนก็จะพบว่าคนที่เคยเป็นเจ้าของบัญชีนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นตาสีตาสาหรือคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่รู้เรื่องอะไรแต่เห็นแก่เงินเพียงน้อยนิดแค่ 500 บาท

ก็รับเปิดบัญชีให้ซึ่งทำให้ถูกจับกุมแทนคนร้ายและหนึ่งในนั้นอุทาหรณ์ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฟ้องร้องขึ้นศาลกันอยู่ในขณะนี้ก็คือนายคุณเทืองเป็นชาวจังหวัดชลบุรีโดยนายขุนเรืองได้ร้องทุกข์กับนักข่าวเพื่อให้ทำการช่วยเหลือเนื่องจากว่าตนเองรู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อว่านายสาโรจน์ซึ่งนายสาโรจน์ได้มาร้องขอให้ไปช่วยเปิดบัญชีธนาคารให้เพราะว่าต้องการที่จะให้ลูกสาวโอนเงินมาให้ตนเอง

โดยนายขุนเทียนแจ้งว่านายสาโรจน์ให้เงินค่าเปิดบัญชี 500 บาทซึ่งตนเองคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเราก็รู้จักกันหลังจากนั้นไม่นานก็มีเงินโอนเข้ามา 10,000 บาทเข้าบัญชีของตนที่เปิดให้กับนายสาโรจน์

ซึ่งนายสาโรจน์ก็ให้ตนไปกดเงินที่ธนาคารหลังจากนั้นนายสาโรจน์ก็เอาเงินไปแล้วก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเลยจนเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายจับกุมในขุนเทืองข้อหาร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นซึ่งตนเองนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลยโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมองว่าการที่ตนเองเปิดบัญชีธนาคารให้กับนายสาโรจน์

และเป็นคนไปกดเงินด้วยตนเองก็เท่ากับว่านายขุนเทืองมีส่วนรู้เห็นกับการฉ้อโกงในครั้งนี้จึงทำให้ผู้เสียหายฟ้องร้องนายขุนเทืองซึ่งในขณะนี้ได้มีการดำเนินคดีความกันจนนายขุนเทืองต้องนำมรดกซึ่งเป็นที่ดินที่แม่ให้เอาไปจำนำเพื่อนำเงินมาต่อสู้ในชั้นศาลซึ่งขณะนี้มีการต่อสู้กันผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ 3 ชั้นต้นกำลังยื่นเรื่องต่อสู้กันในชั้นศาลอุทธรณ์ซึ่งผลสรุปว่ายังไงซะ

ในขุนเรืองก็ต้องนำเงินมาชดใช้ให้กับผู้เสียหายเป็นจำนวนเงินถึง 1 แสนบาทโดยจะต้องเอาไปจ่ายให้กับผู้เสียหายภายในวันที่ 29 เดือนเมษายนนี้ทำให้นายขุนเทืองสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะว่าต้องนำมรดกที่มีอยู่ชิ้นสุดท้ายออกมาขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ดังกล่าวทั้งนี้นายคนเดียวยังฝากข้อคิดให้กับคนทั่วไปว่าอย่าเห็นแก่เงินน้อยนิดเท่านั้นเพราะเงิน 500 บาทที่เราได้รับมาอาจจะนำความเดือดร้อนมาให้เราอย่างแสนสาหัสอย่างเช่นที่นายประเทืองกำลังประสบเหตุอยู่ในขณะนี้

สามีกับเมียหลวงลวงเมียน้อยไปตบ

Posted on 21 เมษายน 202021 เมษายน 2020Categories ข่าวเด็ดTags ,

       วันนี้มีอีกคนนึงถูกสามีกับเมียหลวงลวงไปทำร้ายเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งผู้เสียหายนั้นชื่อว่าคุณพิรวรรณ ดูเธอบอกเล่าเรื่องราวให้กับนักข่าวฟังว่าตัวเองนั้นอยู่กินฉันสามีภรรยาอยู่กินกันแบบ 3 คน

ซึ่งตัวเท่านั้นเป็นเมียน้อยแต่เมียหลวงก็รับทราบมาโดยตลอดและดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลายซึ่งเมียหลวงมักจะนำของมาให้หากอยากกินอะไรรวมถึงมักจะขับรถมารับมาส่งสามีมาที่บ้านเธอเป็นประจำพวกเธออยู่กันอย่างมีความสุขไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันเลย

แต่ปัญหาในครั้งนี้ก็คือสามีของเธอกับเมียหลวงนั้นไม่มีลูกกันส่วนเธอกับสามีนั้นมีลูกกัน 1 คนอายุประมาณ 10 เดือนครึ่งวันที่เกิดเหตุนั้นเป็นวันที่ 15 เดือนเมษายนปีพศ. 2563 ซึ่งสามีของเธอได้พูดจายุให้เธอออกไปนอกบ้านหลังจากนั้นสามีก็พาภรรยาหลวงและลูกเลี้ยงอีก 2 คนมารับตัวรูปเธอออกไปซึ่งในขณะนั้นลูกของเธออยู่กับพี่เลี้ยงเมื่อสามีมารับตัวลูกเธอไปแล้วพี่เลี้ยงก็ได้โทรมาบอกเธอว่าสามีมาเอาลูกไป

ซึ่งหลังจากนั้นเธอก็โทรไปต่อว่าสามีและเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันขึ้น สาเหตุในการที่สามีมาแอบลักพาตัวลูกไปนั้นเป็นเพราะว่าสามีต้องการที่จะเอาลูกไปเลี้ยงไว้เองแต่หลังจากนั้นเมื่อตอนได้มีการแต่ว่าสามีไปสามีก็ได้นัดออกมาเจอกันซึ่งพอทนเองมาถึงที่นัดหมายก็พบว่าสามีนำคนมาจำนวน 6-8 คนมารอและรุมทำร้ายตัวเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งเธอได้ถ่ายรูปและโพสต์ลง Facebook เล่าถึงสาเหตุที่เธอโดนทำร้ายให้คนในโซเชียลด้วยโดยเธอมีพี่เลี้ยงเด็กนั่งมาเป็นเพื่อนและสามารถเป็นพยานยืนยันได้ว่าเธอถูกสามีและคนที่สามีพามารุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บซึ่งเธอบอกว่าระหว่างที่เธอถูกรุมตีอยู่นั้นสามีของเธอก็ได้ตะโกนให้คนที่ทำร้ายเธอนั้นทำร้ายเธอให้ถึงตายไปเลย

ไม่อย่างนั้นเขาจะทำร้ายเธอถึงตายเองสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับเธอเป็นอย่างมากแต่โชคดีที่ระหว่างที่เธอถูกทำร้ายนั้นมีพลเมืองดีผ่านมาเห็นจึงได้เข้าช่วยเหลือและพาเธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งหลังจากนั้น 2 วันจะมีของเธอก็ได้นำลูกมาคืนให้กับเธอและเหตุการณ์ในครั้งนี้เธอยืนยันว่าเธอจะไม่กลับไปคืนดีกับสามีอีกแล้วแล้วเธอ

ก็ไม่เข้าใจว่าสามีของเธอและเมียหลวงทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่อย่างไรก็ตามเธอยืนยันว่าเธอจะมีการดำเนินคดีกับทั้งสามีและคนที่มาทำร้ายเธอให้ถึงที่สุดโดยเธอได้มีการนำเรื่องนี้ไปปรึกษาทนายความแล้วและจะให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการแทนทุกอย่าง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

ชายวัย 74 ฆ่าตัวตายที่บ้านพัก คราดเครียดกลัวป่วยติดโควิด-19

Posted on 19 เมษายน 202019 เมษายน 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. รัตนบุรี  ได้รับการแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนก่อเหตุฆ่าตัวตายภายในบ้านพักของตนเองถึงบ้านหลังดังกล่าวอยู่ที่หมู่บ้านโคกพอก   จังหวัดสุรินทร์ และเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุเพื่อไปทำการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุซึ่งบ้านหลังดังกล่าวพบว่าเป็นบ้านที่สร้างจากปูนเป็นบ้านชั้นเดียวเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้านภายในบริเวณบ้านจะมีเตียงนั่งเล่น

ซึ่งทำจากไม้ไผ่วางอยู่ตรงกลางบ้านโดยบริเวณเตียงนั้นมีร่องรอยของไปไม่ได้รับความเสียหายบางส่วนและเมื่อมองไปที่ใต้เตียงก็จะเห็นว่ามีการวางกระทะไว้อยู่ที่ใต้เตียงซึ่งภายในกระทะนั้นมีการนำเอาเสื้อผ้ามาใส่ไว้และมีร่องรอยของการถูกไฟไหม้ซึ่งคาดว่าทางเจ้าของบ้านน่าจะมีการเอาเสื้อผ้ามาเผาโดยคนเสียชีวิตนั้นเป็นผู้ชายชื่อว่าในสังข์ 

สภาพร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่ทำตัวเหมือนกับว่ามีการถูกไฟไหม้เลยเสียชีวิตตรงบริเวณแถวเตียงนอนซึ่งลอยของไฟไหม้นอกจากจอเผ่าเตียงแล้วยังไม่บริเวณเก้าอี้อีกด้วยซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสภาพศพแล้วคาดว่าน่าจะตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมงด้วยกัน จากการสอบถามน้องชายของผู้ตายชื่อว่านายสินได้ให้การว่าผู้ตายอายุ 74 ปี

รือผู้ตายอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวคนเดียวพอเลิกรากับภรรยาไปนานแล้วผู้ตายเคยมีลูกชายอยู่คนนึงแต่ก็เพิ่งตายไปเมื่อปี 2561 ส่วนลูกสาวของผู้ตายนั้นก็แต่งงานไปมีครอบครัวอยู่ที่จังหวัดอื่นโดยนายสินเราให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่าวันที่เกิดเหตุนั้นช่วงเวลาประมาณตอน21:00 น. ตนเองกำลังนั่งเล่นอยู่กับผู้ตายโดยมีการพูดคุยกันตามปกติ อยู่ดีๆพูดไปก็บอกว่ามีคนจะมาฆ่าเขาซึ่งตนเองยังบอกเลยว่าคิดมากไม่มีใครมาฆ่าหรอกเคยคุยกันอยู่สักพักก็แยกย้ายกันไปนอน

โดยผู้ตายได้กลับไปนอนที่บ้านของตนเองส่วนในสิ่งนั้นก็ไปนอนที่ห้างเพราะต้องไปนอนเฝ้านาและเฝ้าวัวเพราะตอนเช้าเดินก็เดินทางมาที่บ้านของพี่ชาย จึงทำให้รู้ว่าพี่ชายฆ่าตัวเองตายแล้วโดยทำการจุดไฟรมควันตนเองหลังจากนั้นในสิ่งก็ได้เดินทางไปบอกญาติแถวหมู่บ้านแล้วก็ได้โทรตามเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมาตรวจสอบ

ซึ่งทางเพื่อนบ้านก็ได้มีการเล่าให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่าผู้ตายเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปเยี่ยมลูกสาวที่ต่างจังหวัดตรังจากนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่กลุ่มอสม. ให้กักตัวอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลา 14 วันซึ่งคาดว่าผู้ตายน่าจะเกิดจากความเครียดที่ไม่ได้ออกไปเจอพบปะผู้คนทำให้คิดมากอีกทั้งผู้ตายอาจจะกลัวว่าตนเองจะติดเชื้อไวรัสโคโรนาก็เลยทำให้คิดสั้นฆ่าตัวตาย

โซเชี่ยว ด่าผู้กองเบนซ์

Posted on 18 เมษายน 202018 เมษายน 2020Categories ข่าวเด่นวันนี้Tags

โซเชี่ยว ด่าผู้กองเบนซ์ ไลฟ์ด่าคนอยู่บ้านช่วงโควิด-19 ไม่ยอมทำงาน

          ไลฟ์โค้ชชื่อดัง อัดคลิปลง Facebook สอนคนที่อยู่บ้านไม่ได้ไปไหนและไม่ได้ทำอะไรในช่วงมีปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ว่าให้หัดทำมาหากินมองหางานที่สามารถทำได้ในช่วงนี้  โดยให้มองวิกฤตเป็นโอกาสมีงานอีกหลายอย่างที่คนที่อยู่บ้านสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งอาหาร

การรับจ้างซักเสื้อผ้า การออกไปทำงานนอกบ้านอย่างเช่นพวก Grab Food หรือ Grab Bike รวมถึงการรับตัดผมตามบ้านต่างๆการขายอาหารออนไลน์ อีกครั้งไลฟ์โค้ชชื่อดังยังได้มีการต่อว่าคนที่อยู่บ้านแล้วไม่ออกไปหางานทำว่าเป็นคนไม่มีความคิดขี้เกียจซึ่งเมื่อคลิปวีดีโอของทางไลฟ์โค้ชคนนี้มีการอัพขึ้น Facebook มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาฟังแล้วก็มีกระแสแตกออกเป็น 2 ฝั่ง

ซึ่งฝั่งโน้นก็เห็นด้วยเพิ่งถึงยังขอบคุณที่มีการแนะนำข้อมูลดีๆให้อีกฝั่งนึงกลับมองว่าสิ่งที่ไลฟ์โค้ชชื่อดังได้กระทำอยู่นี้เป็นการซ้ำเติมคนที่ไม่มีงานทำ โดยอีกฝั่งนึงมองว่าต้นทุนแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนมีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่บ้างเช่น รถหรือเงินทุนที่พอจะลงทุนทำอะไรได้ 

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนเช่นเดียวกันที่ตอนนี้ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกินไม่มีต้นทุนที่จะไปลงทุนทำอะไรดังนั้นการที่ไลฟ์โค้ชคนดังกล่าวออกมาบอกให้คนทำมาหากินและยังต่อว่าคนที่อยู่บ้านเฉยๆว่าไม่ยอมทำอะไรเอาแต่โวยวายตีโพยตีพาย

ถือว่าเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านที่เขาไม่มีกินอยู่แล้วให้เจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้กองเบนซ์ซึ่งถือว่าเป็นไลฟ์โค้ช ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากใน Facebook ได้ออกมาไลค์

แนะนำเกี่ยวกับเรื่องของการทำมาหากินในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าโดยตามความคิดของทางผู้กองเบนซ์เองก็น่าจะเป็นการอยากจะปลุกตั้งขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านให้ลุกขึ้นสู้และมองหาช่องทางที่จะทำมาหากินไม่ให้งอมืองอเท้าแต่ในขณะเดียวกันตัวผู้กองเองก็อาจจะไม่รู้ว่าคนแต่ละคนมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน

บางคนอาจจะมีเงินเก็บติดตัวพอที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองใหม่ในช่วงนี้ได้แต่ในขณะเดียวกันบางคนก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลยเพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำดังนั้นเมื่อมีการแชร์คลิปที่ผู้กองเบนซ์มีการไลท์ออกไปทำให้ในโลกโซเชียลต่างก็ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนเองแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย

แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนจะมองว่าผู้กองเบนซ์ไม่ได้ดูในโลกของความเป็นจริงว่าชาวบ้านตอนนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนมากแค่ไหนการที่จะให้คนเอาไปขับเป็นไลน์แมนหรือไปเป็น grabbike หรือ Grab Food นั้น

มันค่อนข้างที่จะยากจากคนก็ทำอาชีพนี้กันเยอะอยู่แล้วหากมีแต่ไปแย่งกันลูกค้าก็จะมีน้อยลงและบางคนเขาก็ไม่มีต้นทุนที่เป็นพวกรถมอเตอร์ไซค์พอที่จะไปสมัครงานเป็นพนักงาน Grab Food ได้

เหตุการณ์หลานไปบุกยิงอาเขย

Posted on 12 เมษายน 202012 เมษายน 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

 มรดกเลือกหลานยิงอาเขยเพราะไม่พอใจที่อาจะรื้อถอนบ้านของปู่

           มีเหตุการณ์หลานไปบุกยิงอาเขยโดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานีตำรวจ สภ. หนองหาน ได้รับแจ้งว่ามีผู้ถูกยิง ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บชื่อว่าคุณสมศักดิ์ในสภาพมีการถูกยิงไปหลายนัดซึ่งคนที่ยิงนายสมศักดิ์นั้นคือหลานเขยของนายสมศักดิ์เองชื่อว่านายธวัชชัย  ซึ่งความขัดแย้งระหว่างอาและหลานเขยนั้นเกิดมาจากเหตุการณ์ที่นายสมศักดิ์และภรรยาได้พาช่างมาที่บ้านซึ่งเป็นมรดกของคุณปู่ของนายธวัชชัยหลังจากนั้นก็พยายามให้ช่างทำการรื้อถอนบ้านซึ่งเมื่อนายธวัชชัยถามเหตุผลว่าทำไมนายสมศักดิ์ต้องมาทำการรื้อถอนบ้านของปู่

แต่นายสมศักดิ์ไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะตอบนายธวัชชัยได้ทำให้นายธวัชชัยรู้สึกโมโหจึงได้นำปืนที่เตรียมมายิงใส่นายสมศักดิ์จนได้รับบาดเจ็บลูกกระสุนปืนเข้าไป 3 นัดด้วยกัน เหตุการณ์ในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายธวัชชัยไว้ได้โดยนายธวัชชัยได้ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง

โดยไม่พอใจที่นายสมศักดิ์จะมาทำการรื้อถอนบ้านของปู่เออเขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าในระหว่างช่วงเช้าที่นายสมศักดิ์และภรรยาอยู่ที่บ้านตนเองได้เดินทางไปหานายสมศักดิ์และภรรยาเพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เห็นนายสมศักดิ์นำช่างมาที่บ้านของปู่แล้วให้ช่างทำการรื้อถอนบ้านซึ่งนายธวัชชัยเห็นว่านายสมศักดิ์กำลังจะยึดเอามรดกของปู่ไปจึงทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก็ไปสอบถามแม่ของผู้ก่อเหตุก็ได้ความว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นบ้านที่ญาติพี่น้องทุกคนได้มีการรวมเงินกันสร้างเพื่อให้ปู่กับย่าอยู่อาศัยหลังจากที่ผู้เสียชีวิตได้มีการโอนชื่อให้ภรรยาของนายสมศักดิ์เป็นเจ้าของ

ดังนั้นหลังจากที่ภรรยาของนายสมศักดิ์ได้รับมรดกไปก็ได้ให้ช่างมาทำการรื้อถอนเพื่อที่จะสร้างบ้านหลังใหม่โดยหากสร้างบ้านหลังใหม่นี้แล้วก็จะไม่ให้ญาติพี่น้องคนไหนมาอยู่อาศัยด้วยทำให้ญาติพี่น้องทุกคนต่างไม่พอใจและไม่ต้องการให้มีการรื้อถอนแต่ทางด้านนายสมศักดิ์ยืนยันที่จะมีการรื้อถอนบ้านเพราะถือว่าบ้านหลังนี้ผู้เป็นปู่ได้มีการยกให้กับภรรยาของตนเองแล้วเมื่อมีการนำช่างเข้ามาเพื่อทำการรื้อถอนจึงเป็นสาเหตุให้นายธวัชชัยเกิดความไม่พอใจและจึงได้เตรียมปืนมาก่อเหตุยิงในสมศักดิ์จนนำมาสู่การจับกุม 

        เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นปัญหาเรื่องมรดกในครอบครัวซึ่งหลายครอบครัวก็มักจะพบปัญหาแบบนี้ค่อนข้างเยอะแต่ก็อาจจะต้องมีการพูดจาตกลงกันด้วยดีเพราะหากว่ามีการใช้แต่อารมณ์ก็จะนำมาซึ่งการสูญเสียและผลที่ได้ก็อาจจะทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิตอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะติดคุกได้ 

ข่าวการจับตัวของกำนันเป๊าะ

Posted on 10 เมษายน 202010 เมษายน 2020Categories ข่าวเด็ดTags

วันที่10พฤษภาคม 2549 ศาลฏีกาอ่านคำพิพากษาลับหลังยืนตามศาลอุทธรณ์คือจำคุก5ปี4เดือน่เป็นอันจบคดีทุจริตที่ดินทิ้งขยะเขาไม้แก้ว6ปีหลังจากนั้นคดีสำคัญจ้างวานฆ่ากำนันยูรก็ไกล้มาถึงจุดจบแต่มันก็ยังไร้วี่แววกำนันคนดังวันที่24เดือนมกราคม 2555 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกำนันเป๊าะเนื่องจากไม่มาฟังคำอ่านคำพิพากษาศาลฏีกาและวันที่12มีนาคม 2555 ทางด้านศาลฏีกาก็ได้พิพากษาจำคุกกำนันเป๊าะ25ปีเป็นอันสิ้นสุดในกระบวนการยุติธรรมคดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร

และในทุกๆคดีที่เกี่ยวกับกำนันเป๊าะ และ ไม่มีใครที่จะได้รับรู้ว่ามันอาจจะเป็นเพราะความเจ็บป่วยที่อาจจะยื้อปีนในแห่งอิสระภาพเอาไว้ได้เพียงไม่นานหรือเพราะโทษทันจากของทั้งสองคดีนั้นที่ทางด้านของกำนันเป๊าะได้รับมันหนักหนาแต่ในยามนั้นทางรอดเดียวที่เขานั้นได้เลือกจึงได้กลายเป็นหายตัวไปเข้ากรีบเมฆนอกจากเส้นทางธุรกิจเส้นทางและการเมืองแล้ว กำนันเป๊าะยังมีบทบาทในวงการบันเทิงด้วยครั้งหนึ่งเขานั้นได้เคยเข้าร่วมแสดงภาพยนต์ไทยสไตล์บู๊ถุง2เรื่อง ช่ือว่า “เหนือนักเลง” และ “มันมือเสือ” และยังเคยเป็นนายแบบโฆษณาเครื่องดื่มแอลกฮอล์ชื่อดังที่มีสโลแกนเด็ดว่า “หนักแน่ แต่นุ่มนวล” กำนันเป๊าะร่องหนได้เก็บตัวเงียบนับ

ตั้งแต่วันที่ศาลฏีกาพิพากษาจำคุกเมื่อปี2549บางกระแสระบุว่าเขาหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้านท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำนันเป๊าะได้หลบหนีไปยังเกาะกงประเทศกัมพูชาขณะเดียวกันก็ปรากฏข่าวรือว่ามีคนพบเห็นชายสูงอายุคล้ายกำนันเป๊าะเดินทางไปยังประเทศออสเตรียด้วยเครื่องบินพาณิชย์สายการบินแห่งหนึ่งบ้างก็ว่าเขาได้กลับมาอยู่เมืองไทยแบบลับมานาน6/7ปีแล้วแต่ไม่ว่าความจริงเขาจะหนีไปอยู่ที่ใดก็ตามอิสระภาพที่มีมานานก็ต้องสิ้นสุดลงในชั่วสายของวันที่30มกราคม2556

การจับกุมสมชายบุญปลื้มหรือกำนันเป๊าะผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกของคอมมานโดกองปราบปรามเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำทฤษฏีการวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์มาใช้พฤติกรรมของผู้ต้องหาหลักมีผู้ร้องเรียนมีผู้พบคนดังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านพักที่ชลบุรีและเบาะแสคิดวิดีโอที่กำนันเป๊าะฉลองวันเกิดกับครอบครัวจากโซเชียลเน็ตเวิร์กตำรวจเริ่มต้นวิเคราะห์ความสัมผัมของคนในครอบครัวกำนันเป๊าะที่ทั้งหมดอยู่ในที่จังหวัดชลบุรีตรวจสอบการใช้โทรสับกับคนไกล้ชิดก่อนส่งทีนลงพื้นที่สังเกตุการณ์รวมทั้งตรวจสอบรถที่เข้าออกบ้านทุกคันจากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลหาข้อเท็จจริง

จนมั่นใจเป้าหมายและสะกดรอยตามตลอดสองเดือนแต่เพราะอะไรจากที่หลบหนีมาเกือบ10ปีอยู่กำนันเป๊าะก็ยอมจับตัวให้โดยง่ายหรือการจับกุมครั้งนี้จะเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อหาทางออกให้กำนันแห่งภาคบูรพาเมื่อเจ้าพ่อคนหนึ่งถูกจำกัดอิสระภาพความสนใจของคนในสังคมก็คงไม่พ้นอิทธิพลของเขาจะหมดลงไปหรือไม่หรือมันจะถูกถ่ายโอนไปสู่ทายาทคนใด

สาวอ.บ.ตถูกสังหารโหดเฮียม

Posted on 6 เมษายน 20204 เมษายน 2020Categories ประเด็นข่าวTags ,

ในวันที่14มีนาคม พ.ศ.2560 เวลาไกล้ค่ำทางด้านตำรวจ ส.ภ.คลองห้าจังหวัดปทุมธานีได้รับแจ้งเหตุว่ามีหญิงสาวได้ถูกยิงจนเสียชีวิตอยู่ภายในรถเก๋งตรวจสอบตรงที่เกิดเหตุได้พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าแอคคอร์ดสีดำได้จอดเสียหลักอยู่ริมถนนทางด้านของเบาะคนขับได้พบผู้เสียชีวิตได้เป็นหญิงจำนวนหนึ่งคน

สภาพศพนั้นได้นอนหงาย สวมเสื้อสีดำ ใส่กางเกงขายาวสีน้ำตาล และ มีบอดแผลได้ถูกยิงที่ลำตัวสองนัด จากนั้นก็ได้ทราบชื่อของผู้ที่เสียชีวิต คือ นางสาววีรญาภา งามวิลัย อายุประมาณ36ปี ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน นักบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ  ในขณะที่เกิดเหตุได้มีพยายานเห็นผู้ชายคนหนึ่งได้นั่งอยู่ภายในรถข้างๆของผู้ที่เสียชีวิต

และในช่วงที่รถวิ่งผ่านไปอย่างช้าๆก็ได้ยิงเสียงปืนดังขึ้นจำนวนสองนัดจากนั้นรถก็ถไหลลงข้างทางสักพักก็มีคนเห็นผู้ชายได้เปิดประตูและลงมาจากรถได้หลบหนีไป คดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญได้เกิดขึ้นอีกแล้วตำรวจทั้งจาก ส.ภ. คลองห้าตำรวจภูธรภาค1และตำรวจกองปราบปรามได้เข้าร่วมสืบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วน

และไม่นานก็ได้พบปมบางอย่างเจ้าหน้าที่ พ.ถ. ได้เข้าตรวจสอบภายในรถเก๋งฮอนด้าแอคคอร์ดสีดำคันที่เกิดเหตุจากนั้นก็ได้พบทะเบียนสมรสเปลือนเลือดทะเบียนสมรสใบนี้ได้ตกอยู่ที่เบาะหลังของรถเก๋งและในเอกสารได้มีชื่อของผู้ตายคือ นางสาววีรญาภา งามวิลัย ได้จดทะเบียนสมรสกับ นายไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์

ซึ่งได้เป็นนักธุรกิจชื่อดังแห่งเมืองระยองและที่หน้าสนใจคือในวันที่จดทะเบียนคือวันที่13มีนาคม 2560 แสดงว่าทั้งสองคนนั้นเพื่อจะได้จดทะเบียนสมรสกันได้แค่เพียง1วัน เจา้สาวป้ายแดงถูกยิงตายอย่างโหดเฮียมถึงตอนนี้ตำรวจก็ได้เริ่มมองเห็นเหตุจูงใจในการสังหารโหดสาว อ.บ.ต. แล้วอีกทั้งผู้ตายเองก็ยังได้โพสเฟสบุ๊คก่อนที่เธอนั้นจะเสียชีวิตความในใจของผู้ตายที่นอกจะอยากทำบุญยังมีข้อความที่ได้โพสไปก่อนหน้านี้

บ่งบอกถึงความไม่พอใจใครบางคน นางสาววีรญาภา งามวิลัย ยังได้โพสข้อความอีกว่า ทวงจนคนทวงรู้สึดอายเกลียดมากพวกคนที่ไม่รักษาคำพูดอยากรู้ว่าเงินแค่นี้จะทำให้พวกมึงเจริญขึ้นมั้ยคำพูดของคนไม่มีสัจจะก็เปรียบเหมือนเสียงหมาเห่าที่เห่าไปวันๆ ปมสังหารหญิงสาวตอนนี้จึงอาจไมใช่มีแค่ปมเดียวอีกทั้งยังสงสัยว่าทำไมจะต้องมาสังหารฆ่าที่จุดตรงนี้ด้วยและปมก็ยังมีอีกหลายปมต้องรอการตรวจสอบอีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ชายคลั่งกระทืบพลทหารดับคาห้องขัง

Posted on 1 เมษายน 20201 เมษายน 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags ,

ชายคลั่งกระทืบพลทหารดับคาห้องขังญาติเศร้าเตรียมตัวมารับศพ

 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. น้ำพองจังหวัดขอนแก่น คำถามของญาติของผู้เสียชีวิตรวมถึงตอบคำถามของประชาชนที่ได้ทราบข่าวนี้และต้องการอยากรู้ความจริงเป็นจำนวนมากว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในห้องขัง ของ สภ. น้ำพอง  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดนายนิวัฒน์อายุประมาณ 30 ปีได้ไปก่อเหตุใช้มีดไปฟันเด็กผู้ชายอายุ 14 ปี ที่เขานอนเล่นอยู่บนเปลจนเขาบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเด็กชายอายุ 14 ปีนี้กำลังนอนเล่นมือถืออยู่แล้วนายวิวัฒน์ก็เดินเข้าไปหาพร้อมกับถามหาน้าชายของเด็ก เด็กก็ตอบแล้วนะชายของตัวเองไม่อยู่หลังจากนั้นนายนิวัฒน์ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงนี่ขึ้นมาจะฟันเด็กจนเด็กต้องวิ่งหนี

และใช้แขนป้องจนเป็นสาเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่นายนิวัฒน์ทำร้ายเด็กเรียบร้อยแล้วก็ได้วิ่งหนีไปหลังจากนั้นก็ไปขโมยรถจักรยานยนต์ของคนที่อยู่บริเวณนั้นขับออกไป และเมื่อทางพ่อของเด็กไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก็สามารถจับกุมตัวได้ในที่สุดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปฝากขังไว้ในห้องขัง ของ สภ.น้ำพอง ที่จังหวัดขอนแก่นบังเอิญว่าในขนาดนั้น

มีพลทหารคนหนึ่งที่ถูกจับมาคุมขังเอาไว้ซึ่งสาเหตุของความผิดของพลทหารที่ถูกนำมาคุมขังเนื่องจากว่าญาติได้มาขอร้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวพลทหารคนดังกล่าวมาสงบสติอารมณ์ในห้องขังเพราะได้ไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับญาติจึงอยากให้พลทหารไม่มีเวลาไตร่ตรองคิดจึงนำมาฝากไว้ที่ห้องขังขอ  งสภ. น้ำพอง  

ซึ่งพลทหารคนนี้มีอายุแค่เพียง 22 ปีเท่านั้นเองแล้วนายวิวัฒน์คนที่ก็ถูกนำมาขังในห้องขังเดียวกับพลทหารคนดังกล่าว และเมื่อนายนิวัฒน์เข้ามาอยู่ในห้องขังเดี่ยวกับคนทหารก็ไปทำร้ายร่างกายพลทหารจนถึงแก่ความตายคาห้องขัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่านายวิวัฒน์ได้มีการเตะพลทหารวัย 22 ปีจนสลบหลังจากนั้นก็มีการซื้อซ้ำอีกหลายครั้งแล้วก็ลากร่างของทหารคนดังกล่าวไปทิ้งไว้ในห้องส้วมภายในห้องขัง ซึ่งต่อมาพลทหารคนดังกล่าวเสียชีวิต ซึ่งทางญาติของพลทหารคนดังกล่าวไม่ออกมาบอกว่าไม่สามารถยอมรับและไม่สามารถทำใจได้กับการสูญเสียในครั้งนี้

ซึ่งญาติญาตินำร่างของผู้เสียชีวิตมาประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นโดยมีพ่อกับแม่ของนายนิวัฒน์ผู้ก่อเหตุร่วมขอโทษขอขมาศพ และเอาเงินมาร่วมทำบุญด้วย และในขณะเดียวกันพ่อของพลทหารผู้เสียชีวิตก็ได้มีการแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าวว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนมีผลทำให้ลูกชายของเขาเสียชีวิต 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์

นายพันธ์ยศประธานพรรคภราดรภาพออกมาชี้แจง

Posted on 29 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ข่าวที่น่าสนใจTags

นายพันธ์ยศประธานพรรคภราดรภาพออกมาชี้แจงเรื่องหน้ากากอนามัยบอกว่านายบอยพูดจาโอเวอร์

      จากกรณีที่มี Pages ดังเพจหนึ่งได้ออกมาแชร์เกี่ยวกับเรื่องของหน้ากากอนามัยที่กำลังขาดแคลนอยู่ในขณะนี้ โดยได้ออกมาบอกว่ามีคนกักตุนหน้ากากอนามัยไว้เพื่อนำสินค้าออกไปขายยังประเทศจีนและยังมีการเปิดเผยหลักฐานทั้งคลิปและรูปภาพรวมถึงข้อความที่บ่งบอกว่ามีการกระตุ้นหน้ากากอนามัยจริงและสถานที่ที่ทำการกระตุ้นอากาศอนามัยนั้นเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นอาคารเดียวกับที่มีการตั้งพรรคภราดรภาพซึ่งมีนาย พันธ์ยศเป็นประธานของพรรค ซึ่งในพันธ์ยศ ได้มาออกรายการโหนกระแสเพื่อชี้แจงข้อมูลดังกล่าวว่าสำหรับรูปภาพที่มีการโพสต์อยู่นั้นเป็นรูปภาพที่เคยเกิดขึ้นจริง

แต่เป็นภาพเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมก่อนที่จะมีการประกาศพอเราบอต่อการควบคุมหน้ากากอนามัยซึ่งตอนนั้นในพันธ์ยศรับเป็นในหน้าหาหน้ากากอนามัยมาขายแต่ จำนวนหน้ากากอนามัยไม่ได้มากเท่ากับที่ไหนบอยมีการอัดคลิปไว้แน่นอนซึ่งในตอนนั้นที่มีการกระตุ้นหน้ากากอนามัยเอาไว้ส่งขายให้กับประเทศจีนเพราะว่าต้องการสร้างรายได้ให้เข้ามากับประเทศและไม่ได้มีการขายแพงแต่อย่างใดโดยกำไรจากการขายหน้ากากอนามัยในพันยศบอกว่าคิดแค่เพียงกำไรชิ้นละ 50 สตางค์เท่านั้นไม่ได้กำไรมากมาย

อย่างที่นายบอยได้มีการพูดเอาไว้ที่สำคัญสินค้าดังกล่าวได้มีการจำหน่ายออกไปหมดแล้วก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายหน้ากากอนามัยและตอนนี้ตนเองก็มีหน้ากากอนามัยไว้ครอบครองไม่ถึง 10,000 ชิ้น  ส่วนในคลิปที่มีการเห็นว่ามีกล่องหน้ากากอนามัยจำนวนมากนำมาเก็บไว้ที่อาคารพรรคภราดรภาพนั้นนั้นเป็นการนำของมาจัดใหม่เพื่อทำการส่งให้ประเทศจีนในช่วงเดือนมกราถึงกุมภาซึ่งหลังจากมีการส่งออกไปเรียบร้อยแล้วก็ไม่มีสินค้าที่จะส่งอีกแล้วเนื่องจากสินค้าในประเทศไทยขาดแคนยืนยันได้ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กระตุ้นหน้ากากอนามัยเอาไว้เพื่อหวังเก็งกำไรแน่นอน

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ในพันธ์ยศยังได้กล่าวขอโทษกับประชาชนคนไทยทุกคนซึ่งระหว่างที่อยู่ในรายการโหนกระแสทั้งทนายรณรงค์และอาจารย์อ๊อดต่างก็ออกมาต่อว่านายพันธ์ยศกันมากมายว่าถ้าหากไม่กลับฝนหน้ากากอนามัยนำไปขายให้กับประเทศจีนทั้งโรงพยาบาลและประชาชนคนไทยทุกคนก็จะไม่ขาดแคลนหน้ากากอนามัยเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้และเมื่อมีการสอบถามว่าหน้ากากอนามัย 200ล้าน ชิ้นที่นายบอยประกาศไว้นั้นอยู่ที่ไหนแต่ในพันธ์ยศยืนยันว่าตนเองไม่รู้ว่าหน้ากากอนามัยเรานั้นอยู่ไหนและยืนยันว่าตนเองไม่เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยที่หายไปทั้งสิ้น